ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://thaidj.org/index.php/CMJ
<p>ชัยภูมิเวชสาร </p> <p> ชัยภูมิเวชสาร เป็นวารสารของโรงพยาบาลชัยภูมิ ที่รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น ด้านการแพทย์ (Medicine) ด้านการพยาบาล (Nursing) ด้านทันตกรรม (Dentistry) ด้านเภสัชกรรม (Pharmaceutical Sciences) ด้านสาธารณสุขศาสตร์ (Health profession) และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ บทความที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ต้องเป็นไปตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</p> <p> ปัจจุบัน ชัยภูมิเวชสาร <strong>อยู่ในฐานข้อมูลระดับชาติ (</strong><strong>TCI) กลุ่มที่ 2</strong> ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) โดยมีเลข ISSN 2 รูปแบบ ดังนี้ <strong>ISSN: 2985-0649 (Print)</strong> และ <strong>ISSN: 2985-0657 (Online)</strong></p>
โรงพยาบาลชัยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข (Chaiyaphum Hospital, Ministry of Public Health)
th-TH
ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
2985-0649
-
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะช็อกจากภาวะติดเชื้อในโรงพยาบาลชัยภูมิ
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17651
<p> ภาวะช็อกจากการติดเชื้อสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูง และยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยภาวะช็อกจากการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 134 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลชัยภูมิ ระหว่างเดือนมีนาคม-ธันวาคม 2566 กำหนดนิยามภาวะช็อกจากการติดเชื้อเป็นการได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตเพื่อคงความดันเลือดแดงเฉลี่ยตั้งแต่ 65 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ร่วมกับระดับแลคเตทในเลือดมากกว่า 2 มิลลิโมลต่อลิตร แม้ได้รับการกู้ชีพด้วยสารน้ำแล้ว ข้อมูลรวบรวมจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลโรงพยาบาล วิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร</p> <p> จากผู้ป่วยทั้งหมด 134 ราย พบผู้เสียชีวิต 80 ราย (ร้อยละ 59.7) และผู้รอดชีวิต 54 ราย ไม่พบความแตกต่างของอายุ เพศ และโรคร่วมระหว่างสองกลุ่ม แต่กลุ่มผู้เสียชีวิตมีคะแนน SOFA สูงกว่า (10.0 เทียบกับ 8.0, p<0.001) ระดับแลคเตทสูงกว่า และระดับอัลบูมินต่ำกว่า กลุ่มผู้รอดชีวิตได้รับสารน้ำอย่างน้อย 30 มล./กก. ภายใน 3 ชั่วโมงมากกว่า (ร้อยละ 68.5 เทียบกับร้อยละ 42.5, p=0.005) และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตภายใน 4 ชั่วโมงมากกว่า (ร้อยละ 96.4 เทียบกับร้อยละ 76.4, p=0.028) ภายหลังปรับตัวแปรกวน มีเพียง 2 ปัจจัยที่ยังคงสัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างเป็นอิสระ ได้แก่ การเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตภายใน 4 ชั่วโมง (AOR 0.10; 95% CI 0.01, 0.89) และระดับอัลบูมิน <2.45 g/dL (AOR 4.75; 95% CI 1.60, 14.06) แบบจำลองมีความสอดคล้องและความสามารถจำแนกผลลัพธ์ในระดับดี</p> <p> การเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างทันท่วงทีและภาวะอัลบูมินต่ำเป็นปัจจัยทำนายอิสระของการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยภาวะช็อกจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลระดับจังหวัดแห่งนี้ ข้อค้นพบนี้สนับสนุนการพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลวิกฤตอย่างรวดเร็ว และการตรวจวัดอัลบูมินตั้งแต่แรกรับเพื่อการประเมินความเสี่ยง โดยควรมีการศึกษาแบบไปข้างหน้าและหลายสถาบันเพื่อยืนยันความสามารถในการประยุกต์ใช้ผลการศึกษา</p>
อัจฉราชนก พันธ์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-21
2026-08-21
e17651
e17651
-
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะแทรกซ้อนโรคไตเรื้อรัง จังหวัดลพบุรี
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17721
<p> ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะแทรกซ้อนโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองที่เหมาะสมเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของโรคไต การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่าง 173 ราย อายุ ≥ 40 ปี ที่มีค่า eGFR 30–59 mL/min/1.73 m² คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.884-0.936, KR-20 = 0.795) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 63.0) อายุเฉลี่ย 69.03 ปี ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับสูง (เฉลี่ย 93.90 และ 79.92 คะแนน) ส่วนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (เฉลี่ย 72.49 คะแนน) การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบ 4 ตัวแปรที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพ (β = .617, p < .001) การสนับสนุนทางสังคมด้านปฏิบัติการ (β = .257, p < .001) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (β = .118, p = .012) และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค (β = .093, p = .046) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 64.7 (R² = .647, F(4, 168) = 76.81, p< .001)</p> <p> การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพเป็นปัจจัยที่มีผลสูงสุด โดยการสนับสนุนทางสังคมเชิงปฏิบัติ การมีผลเหนือกว่าการสนับสนุนด้านอารมณ์ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดแต่ไม่เข้าสมการ ผลการวิจัยสนับสนุนการบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมในการออกแบบโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระบบบริการปฐมภูมิ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพเป็นแกนหลัก</p>
ชูพงษ์ คงเกษม
ทัศพร ชูศักดิ์
เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
e17721
e17721
-
การพัฒนาโปรแกรมการดูแลในห้องผ่าตัดโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง สำหรับผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17741
<p> ผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกภายใต้การระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังยังคงรู้สึกตัวตลอดการผ่าตัด และมักเผชิญความวิตกกังวลและความไม่สุขสบายในระยะผ่าตัด แต่แนวปฏิบัติของหน่วยงานยังเน้นการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายเป็นหลัก การวิจัยเชิงปฏิบัติการเชิงคุณภาพนำร่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการดูแลในห้องผ่าตัดโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และประเมินความเป็นไปได้ของการนำไปใช้ในผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ดำเนินการ 3 ระยะ คือ วิเคราะห์สถานการณ์ พัฒนาโปรแกรมภายใต้แนวคิดการดูแลโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (PCC) และการพยาบาลระยะผ่าตัดแบบเน้นบุคคลเป็นศูนย์กลาง (PCPON) ร่วมกับการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง 10 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกครั้งแรก ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตและความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม ร่วมกับสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> โปรแกรมดำเนินการได้ครบทั้ง 3 ระยะในผู้เข้าร่วมทุกราย ไม่มีผู้ถอนตัวระหว่างการศึกษา ผู้เข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลดเสียงรบกวนและการแจ้งเตือนก่อนเกิดเสียงจากอุปกรณ์ ซึ่งถูกนำไปปรับปรุงโปรแกรมก่อนสิ้นสุดการทดลองใช้ คะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยลดลงจาก 8.60 คะแนน (S.D. = 1.07) ก่อนโปรแกรม เหลือ 2.40 คะแนน (S.D. = 0.84) หลังโปรแกรม และคะแนนความสุขสบายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 53.50 คะแนน (S.D. = 5.02) เป็น 133.20 คะแนน (S.D. = 3.36)</p> <p> โปรแกรมการดูแลในห้องผ่าตัดโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในบริบทของหน่วยงาน และให้แนวโน้มเชิงบวกต่อความวิตกกังวลและความสุขสบายของผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการศึกษานำร่องขนาดเล็กแบบก่อน-หลังในหน่วยงานเดียวโดยไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากโปรแกรมเพียงอย่างเดียว ผลการศึกษานี้จึงควรใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับปรับปรุงโปรแกรมและออกแบบการศึกษาที่มีกลุ่มเปรียบเทียบขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป</p>
อภิชาติ สุนทร
สุภาวดี เที่ยงธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-19
2026-08-19
e17741
e17741
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อรับจ้างในตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17759
<p> การเกิดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อรับจ้างเป็นปัญหาสำคัญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงจากการทำงานบนถนนอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อรับจ้างในตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในกลุ่มตัวอย่าง 233 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกแบบทวิด้วยวิธี Backward LR กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 82.4 อายุเฉลี่ย 38.4±7.2 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 62.2 และทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันร้อยละ 73.8 ความชุกของการเคยเกิดอุบัติเหตุทางถนนในรอบ 12 เดือนเท่ากับร้อยละ 33.0 ตัวแบบสุดท้ายพบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Adjusted OR 2.34, 95% CI: 1.27, 4.32) และการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (Adjusted OR 2.37, 95% CI: 1.16, 4.84) มีความสัมพันธ์กับการเคยเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวแบบมีความสามารถจำแนกระดับพอใช้ (AUC = 0.635) และค่า Population Attributable Fraction ชี้ว่าหากขจัดพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์และควบคุมชั่วโมงทำงานพร้อมกัน อาจป้องกันอุบัติเหตุในกลุ่มนี้ได้ถึงร้อยละ 70.9</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการทำงานเป็นเวลานานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้และมีศักยภาพสูงในการลดอุบัติเหตุทางถนนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับมาตรการลดพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์และการจำกัดชั่วโมงทำงานในกลุ่มแรงงานนอกระบบนี้เป็นลำดับแรก</p>
วัชราภรณ์ วงศ์สกุลกาญจน์
สิรินุช คงรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-21
2026-08-21
e17759
e17759
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไตเรื้อรังในชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17778
<p> โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เชื่อมโยงกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งควบคุมได้ไม่ดีในหลายพื้นที่ของไทย อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม พบสัดส่วนผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ดีเพียงร้อยละ 43.6 และ 72.4 และสัดส่วนผู้ป่วย CKD ที่ชะลอ eGFR ได้ตามเป้าหมายเพียงร้อยละ 56.0 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา และประเมินรูปแบบการป้องกันโรคไตเรื้อรังในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด Kemmis และ McTaggart ดำเนินการตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 แบ่ง 3 ระยะ ระยะพัฒนารูปแบบใช้วงจร PAOR 1 วงรอบ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากภาคีเครือข่าย 110 คน ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณจาก HDC</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าภาคีเครือข่ายพัฒนา "KAEDAM Model" ซึ่งมี 6 องค์ประกอบ ดำเนินการผ่าน 3 โครงการ โดยมีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอเป็นกลไกหลัก ภายหลังดำเนินงานพบการเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 85.6 เป็น 98.5 ผู้ป่วยควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ดีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 49.6 และ 80.0 และสัดส่วนผู้ป่วย CKD ที่ชะลอ eGFR ได้ตามเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 63.8 ผลการประเมินตามกรอบ CIPP สะท้อนการยอมรับและความเหมาะสมของรูปแบบในทุกมิติ พร้อมหลักฐานความยั่งยืนผ่านรางวัลระดับประเทศและการบรรจุรูปแบบเข้าในแผนพัฒนาระดับอำเภอ</p> <p> การใช้กลไกการอภิบาลระดับอำเภอบูรณาการภาคส่วนนอกระบบสุขภาพเป็นจุดเด่นของรูปแบบนี้ สนับสนุนความเป็นไปได้ในการเสริมสร้างระบบป้องกันโรคไตเรื้อรังผ่านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต้นทาง อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของการออกแบบก่อน-หลังที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ผลการศึกษายังไม่เพียงพอยืนยันประสิทธิผลเชิงสาเหตุต่อการชะลอโรคไตเรื้อรังโดยตรง ควรศึกษาต่อยอดด้วยรูปแบบที่มีกลุ่มเปรียบเทียบและติดตามระยะยาวขึ้น</p>
เพชรดา ฉ่ำมณี
ฐิตาภรณ์ ภูตเขต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
e17778
e17778
-
การสำรวจปริมาณการปนเปื้อนโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสาหร่ายสไปรูลินา ที่จำหน่ายช่องทางออนไลน์ในประเทศไทย
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17792
<p> การศึกษาเชิงพรรณนาและวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปริมาณการปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสาหร่ายสไปรูลินาที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทย เนื่องจากสาหร่ายชนิดนี้มีคุณสมบัติดูดซับและสะสมโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมได้ดี จึงอาจก่อความเสี่ยงต่อผู้บริโภคหากขาดการควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต กลุ่มตัวอย่างคือผลิตภัณฑ์ 10 ยี่ห้อที่คัดเลือกแบบเจาะจงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แบ่งเป็นผลิตในประเทศ 7 ตัวอย่างและนำเข้า 3 ตัวอย่าง ครอบคลุมรูปแบบเม็ด แคปซูล และผง วิเคราะห์ด้วยเทคนิค ICP-MS เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 414</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าผลิตภัณฑ์ร้อยละ 80 มีปริมาณตะกั่วเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยผลิตภัณฑ์ในประเทศตรวจพบตะกั่วเฉลี่ย 0.161±0.150 มก./กก. และผลิตภัณฑ์นำเข้าเฉลี่ย 0.194±0.111 มก./กก. กลุ่มแคปซูลมีค่าตะกั่วเฉลี่ยสูงสุดและไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผงมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แคดเมียมตรวจพบในบางตัวอย่างแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และไม่พบปรอทเลยในทุกตัวอย่าง ที่น่าสังเกตคือผลิตภัณฑ์ที่มีตรารับรองมาตรฐานสากล เช่น USFDA และ Organic ก็ยังคงตรวจพบตะกั่วเกินเกณฑ์เช่นกัน</p> <p> ผลการศึกษาสะท้อนว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสาหร่ายสไปรูลินาที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนตะกั่ว โดยเฉพาะรูปแบบแคปซูลและผลิตภัณฑ์นำเข้า และตรารับรองมาตรฐานสากลไม่ได้เป็นหลักประกันความปลอดภัยจากโลหะหนักเสมอไป จึงควรมีการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์กลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคในระยะยาว</p>
ปริวรรตน์ สุรสิริอนันต์
ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-21
2026-08-21
e17792
e17792
-
การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่จังหวัดชัยนาท
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17839
<p> วัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ และระบบคัดกรองที่อิงนิยาม 7 กลุ่มเสี่ยงอาจไม่ครอบคลุมผู้ป่วยที่แท้จริง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ระบบเมื่อโรคลุกลาม การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของผู้ป่วยวัณโรคกลุ่มนอกนิยามกลุ่มเสี่ยง (Walk-in) พัฒนารูปแบบ TB Screening Chainat Model และจัดทำค่าฐานการประเมินประสิทธิผล เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมตามวงจรของ Kemmis และ McTaggart บูรณาการสามเส้าจากข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยระดับจังหวัด 763 ราย (ปีงบประมาณ 2566-2568) การสำรวจผู้ป่วย Walk-in เชิงลึก 40 ราย และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 13 ราย ใน 3 ระดับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square, Cochran-Armitage trend และ exact binomial test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผู้ป่วยกลุ่ม Walk-in คิดเป็นร้อยละ 60.7 ของผู้ป่วยทั้งหมด และเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่ใหญ่ที่สุด โดยมีจำนวนผู้ป่วยเสมหะบวกมากกว่ากลุ่มในนิยาม 1.49 เท่า แม้สัดส่วนการพบเชื้อไม่ต่างกัน (ร้อยละ 65.0 เทียบกับ 67.3, p = 0.509) ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 75.4) ผู้สูงอายุ (เฉลี่ย 57.2 ปี) สถานะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี และมีน้ำหนักตัวต่ำ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 15.6 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้ 4 ธีมหลัก (ช่องโหว่นิยามกลุ่มเสี่ยง, ข้อมูลแยกส่วน, เอกซเรย์เป็นจุดเปลี่ยน และเครื่องมือใช้ได้จริง) นำสู่รูปแบบสามเสาหลัก ได้แก่ เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงเฉพาะบริบท การเอกซเรย์ทรวงอกเชิงรุก และการบูรณาการข้อมูลไร้รอยต่อ เมื่อนำรูปแบบไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง พบค่าฐานประเมินประสิทธิผลที่วัดได้จริง ได้แก่ ความครอบคลุมการคัดกรองเชิงรุก 3,119 ราย จากการจัดกิจกรรม 21 ครั้ง ความพึงพอใจของผู้รับบริการอยู่ในระดับมาก (4.13 ± 0.62) และของเจ้าหน้าที่อยู่ในระดับมากที่สุด (4.54 ± 0.55) ส่วนอัตราการค้นพบผู้ป่วยรายใหม่อยู่ระหว่างการติดตามยืนยันผล</p> <p> นิยามกลุ่มเสี่ยงมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเปลี่ยนกระบวนทัศน์การคัดกรองจากการตั้งรับสู่การค้นหาเชิงรุกตามบริบทความเสี่ยงที่แท้จริง และเหมาะสมต่อการขยายผลเชิงนโยบาย</p>
สันติ ด่านนิรภัย
สรัญญา บุญมีรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
e17839
e17839
-
ระบาดวิทยาของลมพิษเฉียบพลันในเด็กที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชุมชน
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17875
<p> ลมพิษเฉียบพลันเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ รูปแบบการเกิดโรคตามช่วงเวลา ลักษณะทางคลินิก ปัจจัยกระตุ้นที่สงสัย และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางย้อนหลังในผู้ป่วยเด็กอายุ 28 วันถึง 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นลมพิษเฉียบพลัน ณ โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยปัวซงเพื่อวิเคราะห์รูปแบบตามช่วงเวลา และการถดถอยโลจิสติกแบบตัวแปรเดียวเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล</p> <p> ผู้ป่วยทั้งหมด 360 ราย มีอุบัติการณ์เฉลี่ยของลมพิษเฉียบพลัน 13.90 รายต่อประชากรเด็ก 1,000 คนต่อปี (95% CI 12.47, 15.33) พบรูปแบบการเกิดโรคตามฤดูกาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีอัตราป่วยสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และสูงกว่าช่วงที่มีอัตราป่วยต่ำสุดประมาณ 2.65 เท่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 1-5 ปี (ร้อยละ 35.0) และไม่สามารถระบุปัจจัยกระตุ้นได้ (ร้อยละ 66.9) รองลงมา ได้แก่ การติดเชื้อ (ร้อยละ 10.3) และปัจจัยทางกายภาพ (ร้อยละ 8.3) ผู้ป่วยร้อยละ 5.0 ได้รับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยการมีไข้ร่วม (OR 6.97, 95% CI 2.63, 18.49) และการติดเชื้อเป็นปัจจัยกระตุ้น (OR 5.02, 95% CI 1.76, 14.29) มีความสัมพันธ์กับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล</p> <p> การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าลมพิษเฉียบพลันในเด็กที่มารับบริการในโรงพยาบาลชุมชนมีอุบัติการณ์ค่อนข้างคงที่ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่มีรูปแบบการเกิดโรคตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยพบอัตราป่วยสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุปัจจัยกระตุ้นได้ ขณะที่การมีไข้ร่วมและการติดเชื้อเป็นปัจจัยกระตุ้นมีความสัมพันธ์กับการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริการสุขภาพเด็กและเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาทางระบาดวิทยาในบริบทโรงพยาบาลชุมชนต่อไป</p>
ณัฐณิชา ประภาพันธศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
e17875
e17875
-
การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในจังหวัดเลย
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17913
<p> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยจังหวัดเลยมีอัตราการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีต่ำกว่าเป้าหมายกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระดับอำเภอระหว่างปัจจัยวิถีชีวิตและพฤติกรรมการดูแลตนเองกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในจังหวัดเลย เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง 483 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วย Multiple logistic regression ร่วมกับสถิติ Bivariate Local Indicators of Spatial Association (LISA)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเพียงร้อยละ 44.3 (95%CI: 39.8, 48.9) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ คือ การปฏิบัติการทางโภชนาการระดับมาก (Adj.OR=1.51; 95% CI: 1.02, 2.55) และการจัดการความเครียดระดับมาก (Adj.OR=1.89; 95%CI: 1.26, 2.84) กับปัจจัยเชิงโครงสร้าง คือ การศึกษาระดับอุดมศึกษา (Adj.OR=2.30; 95%CI: 1.20, 4.40) และระยะเวลาป่วยน้อยกว่า 10 ปี (Adj.OR=1.58; 95% CI: 1.04, 2.39) ปัจจัยเหล่านี้ยังปรากฏเป็นรูปแบบเชิงพื้นที่ระดับอำเภอในทิศทางเดียวกัน โดยพบความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ทิศทางบวกระหว่างการควบคุมน้ำตาลได้ดีกับคะแนนวิถีชีวิต (Moran's I=0.187) และพฤติกรรมการดูแลตนเอง (Moran's I=0.242) พร้อมระบุอำเภอต้นแบบและพื้นที่เปราะบางได้ชัดเจน</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยระดับบุคคลและบริบทเชิงพื้นที่ร่วมกัน การจัดการโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพจึงควรบูรณาการมาตรการระดับบุคคลที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการและการจัดการความเครียด เข้ากับมาตรการเชิงพื้นที่ที่ใช้ผลการวิเคราะห์ LISA จัดลำดับความสำคัญของพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการเฉพาะบริบทของแต่ละอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กิตติ ประจันตเสน
อมรรัตน์ ลือนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
e17913
e17913
-
ผลลัพธ์ทางสูติกรรมและทารกแรกเกิดในหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีนในโรงพยาบาลชัยภูมิ
https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17943
<p> การใช้สารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากโรงพยาบาลตติยภูมิในเขตเมือง ยังขาดข้อมูลระดับโรงพยาบาลจังหวัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางสูติกรรมและทารกแรกเกิดระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้และไม่ใช้เมทแอมเฟตามีน และหาความสัมพันธ์อิสระของการใช้เมทแอมเฟตามีนต่อผลลัพธ์ทารกไม่พึงประสงค์ในโรงพยาบาลชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบเปรียบเทียบกลุ่มที่จับคู่ย้อนหลัง (Retrospective matched comparative study) โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่มาคลอดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2566 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2568 กลุ่มศึกษาคือหญิงตั้งครรภ์ที่มีผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกต่อเมทแอมเฟตามีนและ/หรือมีประวัติการใช้ จำนวน 70 ราย จับคู่ 1:1 กับกลุ่มควบคุมตามอายุ เชื้อชาติ และช่วงเวลาคลอด รวม 140 ราย วิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยสถิติ Independent t-test หรือ Mann-Whitney U test, Chi-square หรือ Fisher's exact test และ Multiple logistic regression เพื่อหาค่า Adjusted odds ratio (aOR) ที่ระดับนัยสำคัญ p<0.05</p> <p> กลุ่มที่ใช้เมทแอมเฟตามีนมีจำนวนครั้งการฝากครรภ์น้อยกว่าอย่างชัดเจน (4.2±3.8 เทียบกับ 11.2±3.2 ครั้ง, p<0.001) โดยร้อยละ 21.4 ไม่เคยฝากครรภ์เลย และมีระดับการศึกษาต่ำ ว่างงาน และรายได้ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลลัพธ์พบอัตราการคลอดก่อนกำหนด (ร้อยละ 37.1 เทียบกับ 12.9) ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย (ร้อยละ 25.7 เทียบกับ 10.0) และน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อควบคุมตัวแปรกวน การใช้เมทแอมเฟตามีนเป็นปัจจัยทำนายอิสระของการคลอดก่อนกำหนด (aOR 4.74; 95% CI: 1.77, 12.68), ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย (aOR 3.27; 95% CI: 1.07, 10.02) และผลลัพธ์ทารกแรกเกิดไม่พึงประสงค์โดยรวม (aOR 3.71; 95% CI: 1.54, 8.92)</p> <p> การใช้เมทแอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์สัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางสูติกรรมและทารกแรกเกิดที่ไม่พึงประสงค์อย่างเป็นอิสระจากปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม โดยช่องว่างการฝากครรภ์ที่กว้างเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ จึงควรพัฒนาระบบคัดกรองที่ไม่ตีตราและบูรณาการการดูแลหญิงตั้งครรภ์ร่วมกับการบำบัดสารเสพติดเป็นลำดับความสำคัญ</p>
นลินพร ใต้ชัยภูมิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-19
2026-08-19
e17943
e17943