ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal https://thaidj.org/index.php/CMJ <p>ชัยภูมิเวชสาร </p> <p> ชัยภูมิเวชสาร เป็นวารสารของโรงพยาบาลชัยภูมิ ที่รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น ด้านการแพทย์ (Medicine) ด้านการพยาบาล (Nursing) ด้านทันตกรรม (Dentistry) ด้านเภสัชกรรม (Pharmaceutical Sciences) ด้านสาธารณสุขศาสตร์ (Health profession) และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ บทความที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ต้องเป็นไปตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</p> <p> ปัจจุบัน ชัยภูมิเวชสาร <strong>อยู่ในฐานข้อมูลระดับชาติ (</strong><strong>TCI) กลุ่มที่ 2</strong> ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) โดยมีเลข ISSN 2 รูปแบบ ดังนี้ <strong>ISSN: 2985-0649 (Print)</strong> และ <strong>ISSN: 2985-0657 (Online)</strong></p> th-TH thodsaporn.ph@gmail.com (ทศพร พายบุตร) thodsaporn.ph@gmail.com (Thodsaporn Phayubut) Wed, 15 Jul 2026 08:32:37 +0700 OJS 3.2.1.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะแทรกซ้อนโรคไตเรื้อรัง จังหวัดลพบุรี https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17721 <p> ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะแทรกซ้อนโรคไตเรื้อรังจำเป็นต้องมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองที่เหมาะสมเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของโรคไต การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่าง 173 ราย อายุ ≥ 40 ปี ที่มีค่า eGFR 30–59 mL/min/1.73 m² คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.884-0.936, KR-20 = 0.795) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 63.0) อายุเฉลี่ย 69.03 ปี ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับสูง (เฉลี่ย 93.90 และ 79.92 คะแนน) ส่วนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (เฉลี่ย 72.49 คะแนน) การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบ 4 ตัวแปรที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพ (β = .617, p &lt; .001) การสนับสนุนทางสังคมด้านปฏิบัติการ (β = .257, p &lt; .001) รายได้เฉลี่ยต่อเดือน (β = .118, p = .012) และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค (β = .093, p = .046) ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 64.7 (R² = .647, F(4, 168) = 76.81, p&lt; .001)</p> <p> การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพเป็นปัจจัยที่มีผลสูงสุด โดยการสนับสนุนทางสังคมเชิงปฏิบัติ การมีผลเหนือกว่าการสนับสนุนด้านอารมณ์ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดแต่ไม่เข้าสมการ ผลการวิจัยสนับสนุนการบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมในการออกแบบโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระบบบริการปฐมภูมิ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพเป็นแกนหลัก</p> ชูพงษ์ คงเกษม, ทัศพร ชูศักดิ์, เฌอลินญ์ สิริเศรษฐ์ภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17721 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่จังหวัดชัยนาท https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17839 <p> วัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ และระบบคัดกรองที่อิงนิยาม 7 กลุ่มเสี่ยงอาจไม่ครอบคลุมผู้ป่วยที่แท้จริง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ระบบเมื่อโรคลุกลาม การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของผู้ป่วยวัณโรคกลุ่มนอกนิยามกลุ่มเสี่ยง (Walk-in) พัฒนารูปแบบ TB Screening Chainat Model และจัดทำค่าฐานการประเมินประสิทธิผล เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมตามวงจรของ Kemmis และ McTaggart บูรณาการสามเส้าจากข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยระดับจังหวัด 763 ราย (ปีงบประมาณ 2566-2568) การสำรวจผู้ป่วย Walk-in เชิงลึก 40 ราย และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 13 ราย ใน 3 ระดับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square, Cochran-Armitage trend และ exact binomial test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผู้ป่วยกลุ่ม Walk-in คิดเป็นร้อยละ 60.7 ของผู้ป่วยทั้งหมด และเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่ใหญ่ที่สุด โดยมีจำนวนผู้ป่วยเสมหะบวกมากกว่ากลุ่มในนิยาม 1.49 เท่า แม้สัดส่วนการพบเชื้อไม่ต่างกัน (ร้อยละ 65.0 เทียบกับ 67.3, p = 0.509) ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 75.4) ผู้สูงอายุ (เฉลี่ย 57.2 ปี) สถานะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี และมีน้ำหนักตัวต่ำ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 15.6 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) การวิเคราะห์เชิงคุณภาพได้ 4 ธีมหลัก (ช่องโหว่นิยามกลุ่มเสี่ยง, ข้อมูลแยกส่วน, เอกซเรย์เป็นจุดเปลี่ยน และเครื่องมือใช้ได้จริง) นำสู่รูปแบบสามเสาหลัก ได้แก่ เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงเฉพาะบริบท การเอกซเรย์ทรวงอกเชิงรุก และการบูรณาการข้อมูลไร้รอยต่อ เมื่อนำรูปแบบไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง พบค่าฐานประเมินประสิทธิผลที่วัดได้จริง ได้แก่ ความครอบคลุมการคัดกรองเชิงรุก 3,119 ราย จากการจัดกิจกรรม 21 ครั้ง ความพึงพอใจของผู้รับบริการอยู่ในระดับมาก (4.13 ± 0.62) และของเจ้าหน้าที่อยู่ในระดับมากที่สุด (4.54 ± 0.55) ส่วนอัตราการค้นพบผู้ป่วยรายใหม่อยู่ระหว่างการติดตามยืนยันผล</p> <p> นิยามกลุ่มเสี่ยงมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเปลี่ยนกระบวนทัศน์การคัดกรองจากการตั้งรับสู่การค้นหาเชิงรุกตามบริบทความเสี่ยงที่แท้จริง และเหมาะสมต่อการขยายผลเชิงนโยบาย</p> สันติ ด่านนิรภัย, สรัญญา บุญมีรอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ชัยภูมิเวชสาร = Chaiyaphum Medical Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/CMJ/article/view/17839 Wed, 15 Jul 2026 00:00:00 +0700