วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://thaidj.org/index.php/NRTC
<p><strong>The Primary Health Care Journal (Northern Edition)</strong> : Objectives are to support health science researches of health institutions at all levels and also to distribute their dedicated works and researches on public health.</p> <p><strong>Free access online</strong> : Free access online : Every 4 months or 3 issue per year (January - April, May - August, September - December)</p> <p><strong>Language</strong> : Abstract in English, Text in English or Thai</p> <p><strong>Focus and Scope</strong> : The Primary Health Care Journal (Northern Edition) welcomes all kinds of related articles health science. These included:</p> <p> 1.Academic Article<br /> 2.Research Article<br /> 3.Innovation Article</p> <p><strong>Peer Review Process</strong></p> <p> All submitted manuscripts must by reviewed by at least 2 expert reviewers via the double-blinded review system.</p> <p><strong>Publication Frequency</strong> : 3 issue per year</p> <p>No.1 (January - April) </p> <p>No.2 (May - August)</p> <p>No.3 (September - December)</p> <p><strong>Open Access Policy</strong> : This journal provides immediate open access to its content on the principle that making research freely available to the public supports a greater global exchange of knowledge.</p> <p><strong>Publishe</strong>r : Northern Regional Center for Primary Health Care Development</p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ (Article processing charges: APC) : ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ยกเว้นกรณียกเลิกหรือถอนบทความหลังจากที่ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Reviewers) พิจารณาแล้ว โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าประเมินบทความ จำนวน 3,000 บาท</p>
ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 3 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
th-TH
วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
3056-9621
-
สารบัญ
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17976
อุทิศ จิตเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
-
บรรณาธิการ
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17974
อุทิศ จิตเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
-
ปัจจัยชีวภาพกับ ภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น: บทบาทพยาบาลในการให้ความรู้ผู้ปกครอง
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17137
<p>บทความนี้มุ่งเน้นไปที่การสังเคราะห์เรื่องภาวะซึมเศร้าในเด็กวัยรุ่น เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยและมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นในเด็กวัยรุ่น เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่แสดงความผิดปกติออกมาในด้านความคิด แรงจูงใจ อารมณ์ และพฤติกรรม มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันทั้งปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยด้านพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาวะซึมเศร้าในเด็กวัยรุ่นทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อพัฒนาการ การเรียน การดำเนินชีวิต อาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดและปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ และมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าในวัยผู้ใหญ่ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กวัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ผู้ปกครองจึงเป็นแหล่งสนับสนุนที่สำคัญของวัยรุ่นในการป้องกัน พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ปกครอง เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในเด็กวัยรุ่น การป้องกัน การดูแลรักษา เพื่อลดอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าและลดความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่น</p>
ณัฐชยา ทวีวัฒน์
วิไลวรรณ เสือสะเดา
วีรินภัทร์ สมส่วน
หรรษา เศรษฐบุปผา
ชาลินี สุวรรณยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
151
166
-
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในกลุ่มชุมชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดพะเยา
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17120
<p>การศึกษาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มชุมชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มชุมชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดพะเยา จำนวน 384 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสมมากกว่ากลุ่มชุมชนพื้นเมือง (ร้อยละ 69.5 และ 46.1 ตามลำดับ) ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มชุมชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เพศหญิง (AOR = 2.11; 95%CI = 1.31–3.40, p = 0.002 ) ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี (AOR = 0.57; 95%CI = 0.35–0.92, p = 0.021) กลุ่มชาติพันธุ์ (AOR = 2.26; 95%CI = 1.42–3.60, p = 0.001) ทัศนคติต่อการบริโภคอาหารที่ดี (AOR = 0.37; 95%CI = 0.23–0.59, p < 0.001) และการได้รับปัจจัยเสริมที่เหมาะสม (AOR = 0.31; 95%CI = 0.11–0.89, p = 0.030) ทั้ง 5 ตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารได้ ร้อยละ 18.6 และมีความสามารถในการพยากรณ์ได้ถูกต้อง ร้อยละ 54.7 ดังนั้น หน่วยบริการสุขภาพควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นการปรับทัศนคติ การเสริมปัจจัยเกื้อหนุนจากครอบครัวและชุมชน พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค</p>
เนตรนภา พรหมมา
กรกมล แสงโสดา
กมลชนก รักนาค
กรกวิกา บุญต่อ
กฤตยา ยินดี
ชนิดา มีชัย
ชุติมา ปรึกษา
ปนัดดา ยาอุด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
167
181
-
การพัฒนารูปแบบการให้บริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คลินิกชะลอไต โรงพยาบาลพัทลุง
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17190
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการใช้ยา ประเมินรูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรม และพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คลินิกชะลอไต โรงพยาบาลพัทลุง โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาการใช้ยาและรูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ในผู้ป่วย จำนวน 90 คน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 3 การประเมินผลรูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับผู้ป่วย จำนวน 60 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติ Paired T-Test เพื่อเปรียบผลลัพธ์ทางคลินิกและผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังการดำเนินงาน ผลการศึกษา ระยะที่ 1 พบปัญหาในการใช้ยาทั้งหมด 69 ปัญหา (ร้อยละ 76.67) โดยปัญหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาตามแพทย์สั่ง จำนวน 35 ปัญหา (ร้อยละ 38.89) รองลงมา ผู้ป่วยได้รับยาไม่เหมาะสมจำนวน 18 ปัญหา (ร้อยละ 20.00) การศึกษาในระยะที่ 2 ทำให้ได้การบริบาลทางเภสัชกรรมเต็มรูปแบบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD-PTL MODEL) ร่วมกับโปรแกรมกิจกรรมบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก และระบบการส่งต่อข้อมูลการบริบาลทางเภสัชกรรม ระยะที่ 3 หลังการใช้รูปแบบดังกล่าว พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยการทำงานของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.007) ค่าเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยา ความรู้เรื่องยาและโรคไตเรื้อรัง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01, p<0.01, p<0.01) นอกจากนี้ ปัญหาการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผลลดลงจาก 50 ปัญหา (ร้อยละ 83.33) ลดลงเหลือ 19 ปัญหา (ร้อยละ 31.67) สรุปการพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ทำให้เพิ่มความรู้และความร่วมมือในการใช้ยาที่ถูกต้อง ลดปัญหาในการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผล ส่งผลให้สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้</p>
รัชดา ปราบกรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
182
196
-
ความสุขในการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุในกิจการการดูแลผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 5
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17350
<p>ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีความสุขในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิต การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุขในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ทำงานในกิจการการดูแลผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 5 เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดที่ตอบด้วยตนเองกับผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 327 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบไบซีเรียล สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยต์ไบซีเรียล สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบอีตา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุร้อยละ 77.7 มีความสุขในการทำงานในระดับมีความสุข ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ความเพียงพอของรายได้ครอบครัว แรงสนับสนุนในครอบครัว ความพึงพอใจต่อสวัสดิการ การรับรู้สิ่งคุกคามทางกายภาพ การรับรู้สิ่งคุกคามทางชีวภาพ การรับรู้สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์ สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน และสัมพันธภาพกับหัวหน้างาน ปัจจัยทำนายความสุขในการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ ความพึงพอใจต่อสวัสดิการ สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน การรับรู้สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์ อายุ และการรับรู้สิ่งคุกคามทางกายภาพและสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งตัวแปรทั้ง 5 ตัว ร่วมกันทำนายความแปรปรวนความสุขในการทำงานได้ร้อยละ 23.1 จึงมีข้อเสนอแนะต่อผู้บริหารกิจการการดูแลผู้สูงอายุ ในการปรับสวัสดิการเพื่อลดค่าครองชีพ การสลับเวลาในการทำงาน รวมทั้งการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อลดสิ่งคุกคามสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งการมีกิจกรรมเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืน</p>
สิริวัฒน์ ธนพัฒน์ศิริ
สุภาวดี พันธุมาศ
กรวรรณ ยอดไม้
วิริณธิ์ กิตติพิชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
197
211
-
การประเมินความรอบรู้ในการสื่อสารความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพ จากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดแพร่
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17274
<p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรอบรู้ในการสื่อสารความเสี่ยงผลกระทบ ต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จังหวัดแพร่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสถานที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Samples t-test, One-Way ANOVA และ Pearson’s correlation coefficient</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อสม.จังหวัดแพร่ มีความรอบรู้ในการสื่อสารความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับปานกลาง (คะแนนเฉลี่ย 67.77 จาก 110 คะแนน) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับดี (คะแนนเฉลี่ย 7.77 จาก 10 คะแนน) ส่วนด้านเจตคติต่อการสื่อสาร ด้านทักษะในการสื่อสาร ด้านการประเมินและถ่ายทอดความเสี่ยง และด้านพฤติกรรมในการสื่อสารจริง อยู่ในระดับปานกลางทั้งหมด (คะแนนเฉลี่ย 15.00 จาก 25 คะแนน) ผลการเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ตามปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านสถานที่ปฏิบัติงาน พบว่า 1) อสม.เพศหญิงมีระดับความรอบรู้ในการสื่อสารความเสี่ยงในภาพรวม และด้านพฤติกรรมการสื่อสารจริง สูงกว่าเพศชาย 2) อสม. ที่เคยผ่านการอบรมเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีระดับความรอบรู้ในภาพรวม และรายด้านทุกด้าน (ยกเว้นด้านเจตคติต่อการสื่อสารความเสี่ยง) สูงกว่าที่ไม่เคยผ่านการอบรม 3) อสม. ที่ปฏิบัติงานในอำเภอที่ต่างกันมีระดับความรอบรู้ในภาพรวมและด้านการประเมินและถ่ายทอดความเสี่ยงแตกต่างกัน</p> <p>จากผลการวิจัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ฯ โดยมุ่งเน้นการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนตามบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน และการดึงศักยภาพเฉพาะด้านของ อสม. มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารความเสี่ยงและยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ธำรงศักดิ์ แสนยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
212
222
-
ประสิทธิผลของน้ำมันสมุนไพรบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิของวัยรุ่นหญิง
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17340
<p>การนำสมุนไพรไทยมาใช้ในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานสามารถช่วยให้ผู้หญิงใช้ชีวิตประจำวันในช่วงมีประจำเดือนได้อย่างปกติ การวิจัยนี้เป็นเชิงกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมน้ำมันสมุนไพรบรรเทาอาการปวดประจำเดือนตามกรรมวิธีทางการแพทย์แผนไทย ศึกษาประสิทธิผลของน้ำมันสมุนไพรบรรเทาอาการปวดประจำเดือน และความพึงพอใจต่อการใช้น้ำมันสมุนไพรบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ ของวัยรุ่นหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่นหญิง อายุ 15-25 ปี ที่มีอาการปวดประจำเดือน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน (ทาน้ำมันสมุนไพรบริเวณหน้าท้อง) และกลุ่มควบคุม 30 คน (ไม่ได้ทาน้ำมันสมุนไพรบริเวณหน้าท้อง) สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วนของหลักสูตร เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมด้วยแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.793 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และสถิติ Paired sample t-test และ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05<br />ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า น้ำมันสมุนไพรที่มีส่วนผสมของหัวไพล ขมิ้นชัน น้ำมันมะพร้าวและพิมเสน สามารถเตรียมได้ด้วยกรรมวิธีการหุง เมื่อนำมาทดลองใช้ในกลุ่มทดลอง พบว่า ระดับการปวดประจำเดือนหลังทดลอง (mean= 4.20, S.D. = 0.85) มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าก่อนทดลอง (mean= 5.93, S.D. = 0.91) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value ≤ 0.001) และเมื่อเปรียบเทียบระดับการปวดประจำเดือนหลังทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับการปวดประจำเดือน (mean= 4.20, S.D. = 0.85) มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (mean= 5.37, S.D. = 1.33) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) และในกลุ่มทดลองที่ใช้น้ำมันสมุนไพร มีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีความพึงพอใจในการนำมาใช้ได้สะดวกและช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณที่ทาได้มากที่สุด การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้น้ำมันสมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิในวัยรุ่นหญิงได้ ช่วยสืบสานภูมิปัญญาไทยในการนำมาใช้ดูแลสุขภาพของประชาชนต่อไปในอนาคต</p>
กฤษฎนัย ศรีใจ
สุกัญญา บุญชู
สุชาวดี ทาจาก
รัศมี สุขนรินทร์
อุเทน มุกเย
จันทร์จีรา บุญมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
223
237
-
การพัฒนารูปแบบการรับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม โดยการเยี่ยมบ้านทางไกลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17401
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหาการเยี่ยมบ้าน พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการรับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการเยี่ยมบ้านทางไกลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของ อสม.โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินผลการใช้รูปแบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและสภาพปัญหา ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ และระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ อสม จำนวน 264 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ภาคีเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม แนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed Rank Test และวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการศึกษาระยะแรก พบว่า อสม. มีการรับรู้ความสามารถของตนเองและแรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติในในการเยี่ยมบ้านทางไกลที่ชัดเจน อสม.ขาดทักษะในการปฏิบัติงานเยี่ยมบ้าน การพัฒนารูปแบบ (VHV-SSS care model) ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนการดำเนินงาน ได้แก่ 1) นัดหมายและเตรียมอุปกรณ์ 2) ประเมินผู้ป่วย 3) ประเมินข้อมูลสุขภาพ 4) ให้คำแนะนำตามหลัก 3อ2ส 5) ให้คำแนะนำการรับประทานยา 6) ให้คำแนะนำการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน 7) บันทึกและส่งต่อข้อมูลให้โรงพยาบาล หลังทดลองใช้รูปแบบ อสม. มีการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผลการประเมินผลรูปแบบ ภาคีเครือข่าย และ อสม. มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และการมีส่วนร่วมในระดับมาก ข้อเสนอจากการวิจัยหน่วยงานสาธารณสุขควรนำรูปแบบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการเยี่ยมบ้านทางไกลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย ให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
อัจฉรพรรณ ค้ายาดี
สุมาลย์ โชติช่วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
238
251
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมภาคีเครือข่าย อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17506
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และเพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบดังกล่าวในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ดำเนินการวิจัยตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มพัฒนารูปแบบคือคณะกรรมการ พชอ. จำนวน 21 คน และกลุ่มภาคีเครือข่ายในชุมชนจำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพรูปแบบตามกรอบ CIPP แบบวัดการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนจากฐานข้อมูล Health Data Center วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนที่พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบเชิงระบบที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยมี 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การกำหนดบทบาทหน้าที่ 2) สร้างทีมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 3) กำหนดมาตรการขับขี่ปลอดภัย 4) การสร้างการรับรู้ การเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนในชุมชน 5) การจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนในชุมชน 6) การพัฒนาระบบจัดการข้อมูล ผลการประเมินประสิทธิภาพรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean = 3.80, SD = 0.34) ทุกด้าน และผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายก่อนและหลังการใช้รูปแบบ พบว่าหลังการใช้รูปแบบฯ ระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (p < .05) สรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยใช้กลไก พชอ. สามารถเสริมสร้างการบริหารจัดการเชิงระบบ เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และสนับสนุนการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
อนิรุธ จันทพาส
นุกูล ไกรกาศ
มนัด บุฬา
กฤษฎา เหล็กเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
252
267
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภองาว จังหวัดลำปาง
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17526
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันโรคเบาหวานโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พื้นที่วิจัยคืออำเภองาว จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 120 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 60 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. รูปแบบการป้องกันโรคเบาหวานระยะเวลา 12 สัปดาห์ และแนวคำถามการสนทนากลุ่ม เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Independent t-test และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการป้องกันโรคเบาหวานโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภองาว ดำเนินการผ่าน 4 แนวทาง มุ่งเน้นการให้ความรู้และประเมินสุขภาพกลุ่มเสี่ยง เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก 3อ.2ส. โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ขับเคลื่อนผ่านการใช้สมุดบันทึกสุขภาพและแอปพลิ เคชัน "Smart อสม. ชวนนับคาร์บ" เพื่อติดตาม สนับสนุน และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนการทดลอง (Mean = 106.90, S.D. = 16.54 และ 92.27, S.D. = 17.96 ตามลำดับ) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.684, p < 0.001) เสนอแนะควรนำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและการติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างยั่งยืน</p>
สุภาพร ยอดมุณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
268
281
-
ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนดงเจนวิทยาคม อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17604
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนดงเจนวิทยาคม อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ร่วมกับการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling จากจำนวนนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 185 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ โดยได้รับอนุญาตให้ใช้แบบทดสอบจากกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จากคู่มือประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็กและเยาวชนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งผ่านการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกและค่าดัชนีวัดองค์ประกอบ ประกอบไปด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป, 2) ความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอ้วน (KR-20 = 0.70), 3) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอ้วน <em>(</em><em>α</em> = 0.74), 4) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการป้องกันโรคอ้วน (α = 0.79), 5) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.79), 6) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.82), 7) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.52) และ 8) พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน (α = 0.82) ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ Spearman's Rank Correlation ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับเพียงพอ (mean=89.17±13.99) เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (mean=17.39±3.58) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ (mean=18.61±4.43) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง (mean=17.29±3.87) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (mean=17.42±4.26) และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (mean=13.48±2.93) อยู่ในระดับพอใช้ได้ ขณะที่ด้านความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ อยู่ในระดับไม่ถูกต้อง (mean=4.98±1.78) ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน อยู่ในระดับพอใช้ได้ (mean=61.83±6.13) นอกจากนี้ ความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ และการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน (ρ=0.233, ρ=0.001), (ρ=0.216, ρ=0.003) ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคอ้วนที่ถูกต้องควบคู่กับทักษะการจัดการคนเองของนักเรียนร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอาหารและกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนอย่างยั่งยืน</p>
ธนญญ์นภสสร์ ไชยมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
282
295
-
บทบรรณาธิการ
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17975
อุทิศ จิตเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2
-
หน้าปก
https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17972
อุทิศ จิตเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
36 2