วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://thaidj.org/index.php/NRTC <p><strong>The Primary Health Care Journal (Northern Edition)</strong> : Objectives are to support health science researches of health institutions at all levels and also to distribute their dedicated works and researches on public health.</p> <p><strong>Free access online</strong> : Free access online : Every 4 months or 3 issue per year (January - April, May - August, September - December)</p> <p><strong>Language</strong> : Abstract in English, Text in English or Thai</p> <p><strong>Focus and Scope</strong> : The Primary Health Care Journal (Northern Edition) welcomes all kinds of related articles health science. These included:</p> <p> 1.Academic Article<br /> 2.Research Article<br /> 3.Innovation Article</p> <p><strong>Peer Review Process</strong></p> <p> All submitted manuscripts must by reviewed by at least 2 expert reviewers via the double-blinded review system.</p> <p><strong>Publication Frequency</strong> : 3 issue per year</p> <p>No.1 (January - April) </p> <p>No.2 (May - August)</p> <p>No.3 (September - December)</p> <p><strong>Open Access Policy</strong> : This journal provides immediate open access to its content on the principle that making research freely available to the public supports a greater global exchange of knowledge.</p> <p><strong>Publishe</strong>r : Northern Regional Center for Primary Health Care Development</p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ (Article processing charges: APC) : ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ยกเว้นกรณียกเลิกหรือถอนบทความหลังจากที่ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Reviewers) พิจารณาแล้ว โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าประเมินบทความ จำนวน 3,000 บาท</p> th-TH northern.journal67@gmail.com (Utit Chitngern) northern.journal67@gmail.com (Maruekarat Chaiyaphap) Fri, 03 Apr 2026 15:58:40 +0700 OJS 3.2.1.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สารบัญ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17599 อุทิศ จิตเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17599 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 บรรณาธิการ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17597 อุทิศ จิตเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17597 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17598 อุทิศ จิตเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17598 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 หน้าปก https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17596 อุทิศ จิตเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17596 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM2.5 ของผู้สูงอายุ ตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16912 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ของผู้สูงอายุตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 2 เดือน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ และ 2) แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ทัศนคติในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> และพฤติกรรมในการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน คือ Paired t-test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันฝุ่น PM<sub>2.5</sub> สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลจริง ดังนั้นหน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดความเสี่ยงต่อฝุ่น PM<sub>2.5</sub> ของผู้สูงอายุในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p> มณุเชษฐ์ มะโนธรรม, จริญญา อินจันทร์, ปภาวดี กลิ่นทอง, ภัทราภรณ์ ใจบุตร, วริศรา เทพปั๋น, สิตานัน ศรีจ้อย, ทิฆัมพร ขาวผ่อง, วรางคณา ศิริตั้งมั่น, ณัฐธิดา นาปัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16912 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16921 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 2 เดือน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ และ 2) แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม ทัศนคติในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม และพฤติกรรมในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน คือ Paired t-test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อม สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผล หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรสนับสนุนประยุกต์ใช้โปรแกรมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม</p> มณุเชษฐ์ มะโนธรรม, ธนัชพา ใจบุญ, จุฑาทิพย์ ประเสริฐสุข, ชาลิสา กุลีน้อย, ญาณพัฒน์ กองดี, ณัฐชา คำตั๋น, ธนพร โกฏแก้ว, นาราภัทร ทองเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16921 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นตอนต้นในจังหวัดเชียงราย https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16964 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้กรอบแนวคิดแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 จังหวัดเชียงราย จำนวน 340 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการเข้าถึงสื่อกระตุ้นทางเพศ และแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นตอนต้นอยู่ในระดับต่ำ (mean =24.74, SD=10.86) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นตอนต้น ได้แก่ สถานภาพสมรสของบิดามารดา (c<sup>2</sup>= .608, <em>p</em>= .002) การเข้าถึงสื่อกระตุ้นทางเพศ (r= .248, <em>p</em> &lt; .01) ความถี่ในการอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับเพื่อนสนิท (r= .211, <em>p</em> &lt; .01) พฤติกรรมการมีแฟน (r= .173, <em>p</em> &lt; .01) และผลการเรียนล่าสุด (r= .173, <em>p</em>= .007) <strong> </strong>ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นตอนต้น ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว (c<sup>2</sup>= -.137, <em>p</em>= .006) ระดับการศึกษา (c<sup>2</sup>= -.104, <em>p</em>= .028) และอายุ (r=-.102, <em>p</em>= .031) </p> <p>ดังนั้นจึงควรลดปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม ที่ส่งเสริมให้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเพิ่มขึ้นและหาแนวทางป้องกันลดพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนต่อไป</p> จิราณี ปัญญาปิน, ผกากานต์ เนตรสุวรรณ, ทักษพร ชาติเผือก, พิชญานิน แสงทอง, สาริศา ศรีบัว, เกียรติศักดิ์ สรัสชนา, ธนกร นาวีว่อง, เมธาวี สืบทิ, สิริกัญญา สิทธิสม, กนกภรณ์ พรหมเผ่า, รังสิมา จันทร์ทูรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16964 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขวัยทำงานในชุมชน กรณีศึกษาอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16919 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi – experimental research) สองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง (two group pretest – posttest design) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างสุขวัยทำงานในชุมชนต่อความสุขและความเข้มแข็งทางใจของประชาชนวัยทำงาน ศึกษาในกลุ่มประชาชนวัยทำงานของอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จำนวนกลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างสุขวัยทำงานในชุมชนหลักสูตร 1 วัน กลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมการดูแลสุขภาพจิตตามปกติ วัดผลจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 1 เดือนโดยศึกษาในระหว่างเดือนมกราคม - มิถุนายน 2566 ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 40-49 ปี มีสถานะภาพคู่ ศาสนาพุทธ อาชีพเกษตรกรรม การศึกษามัธยมศึกษา รายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย มีหนี้สินแต่จัดการได้ ไม่มีโรคประจำตัวในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ด้านความสุขหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขเท่ากับ 36.84 สูงกว่าก่อนการทดลองเท่ากับ 33.76 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสุขหลังการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเฉลี่ยความสุขเท่ากับ 36.84 สูงกว่า กลุ่มควบคุมเท่ากับ 32.25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ด้านความเข้มแข็งทางใจ พบว่าหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจเท่ากับ 73.41 สูงกว่าก่อนการทดลองเท่ากับ 70.35 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเข้มแข็งทางใจเท่ากับ 73.41 สูงกว่ากลุ่มควบคุมเท่ากับ 68.57 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ผลจากการศึกษานี้โปรแกรมสร้างสุขวัยทำงานในชุมชนจึงเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพจิตวัยทำงานให้มีภาวะสุขภาพจิตดีโดยการเพิ่มความสุขและความเข้มแข็งทางใจในการดำรงชีวิต</p> หยกฟ้า เพ็งเลีย, ธนัญญา ยงทอง, สุขเสริม ทิพย์ปัญญา, ภูวนัย แสวงบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16919 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการในเด็กก่อนวัยเรียน ตำบลแม่หลอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17074 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ (Descriptive Correlational Research) ศึกษาภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียนและศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน ตำบลแม่หลอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 114 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติเชิงอนุมาน คือ สถิติไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการปกติ ร้อยละ 56.10 รองลงมาคือ ภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์ ร้อยละ 27.20 ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าอายุของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P &lt; 0.01</p> <p>ปัจจัยด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียน โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (mean = 12.72, S.D. = 1.33) ระดับดี (mean = 3.10, S.D. = 0.22) และระดับดี (mean = 2.92, S.D. = 0.22) ตามลำดับ โดยทั้ง 3 ปัจจัยไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กก่อนวัยเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P &lt; 0.01 จากการวิจัย พบว่ากลุ่มผู้ปกครองที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป มีการดูแลภาวะโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนได้ดีกว่าผู้ปกครองที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อเด็กก่อนวัยเรียน สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการตั้งครรภ์ให้แก่ผู้ปกครองกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่และส่งเสริมให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งใช้ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้เป็นแนวทางในการวางแผนส่งเสริมสุขภาพเด็กก่อนวัยเรียนให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่อไป</p> ณัฐนันท์ แกนุ, ฉัตรศิริ วิภาวิน, นิพนธ์ เสริมมติวงศ์, นพรัตน์ ภูแสนจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17074 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอยเต่า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17076 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (survey research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอยเต่า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคมต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอยเต่า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 231 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคมมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แรงสนับสนุนด้านทรัพยากรหรือเครื่องมือ (mean = 2.45, S.D. = 0.38) และความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงสุด คือ ทักษะการสื่อสาร (mean = 2.46, S.D. = 0.42)</p> <p>สรุป ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ ระดับการศึกษา และระดับความดันไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงในระดับต่ำ และปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคมทั้งหมด มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p &lt; 0.05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ควรเน้นการพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมแรงสนับสนุนทางสังคมและการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองในผู้ป่วยกลุ่มนี้</p> จิราพัชร อันทรินทร์, ฉัตรศิริ วิภาวิน, สุพจน์ ไชยแก้ว, อำพัน ก่ำโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17076 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดพะเยา https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17088 <p>การศึกษาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1–3 จำนวน 361 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 18.84 ปัจจัยที่ทำนายการสูบบุหรี่ไฟฟ้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (Adj. OR = 2.13, 95% CI = 1.093–4.144) สมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ไฟฟ้า (Adj. OR = 3.47, 95% CI = 1.317–9.136) ปัจจัยด้านสังคม (Adj. OR = 4.71, 95% CI = 2.262–9.820) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Adj. OR = 2.05, 95% CI = 1.048–4.016) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนอาชีวศึกษาควรมุ่งเน้นการจัดการปัจจัยด้านครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถานศึกษาควรพัฒนาแนวทางเฝ้าระวังและกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการปฏิเสธแรงกดดันทางสังคม รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ปลอดจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม</p> เนตรนภา พรหมมา, วราพร แก้วไข, ณัฐณิชา กวยทะวิมล, นิชานันท์ ฟองมณี, พัชราพรรณ์ ทองคำ, มนสิชา ปานแก้ว, รัชนีภรณ์ ดอนชัย, สุกัญญา กุหลาบกุลี, สุภาพร พันธุ์ดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17088 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การทบทวนเชิงวิชาการเกี่ยวกับการใช้ระบบ GPS ระหว่างการขับขี่: จากเทคโนโลยีช่วยนำทางสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนท้องถนน https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16936 <p>ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Positioning System: GPS) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของผู้ขับขี่ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบของการใช้ระบบดังกล่าวต่อความปลอดภัยทางถนนยังมีความไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะในประเด็นการเสียสมาธิของผู้ขับขี่จากการโต้ตอบกับอินเทอร์เฟซระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงปริมาณเกี่ยวกับผลกระทบเชิงคู่ของระบบนำทางด้วยดาวเทียมต่อพฤติกรรมการขับขี่ และความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน การศึกษานี้ดำเนินการในรูปแบบการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบตามแนวทาง PRISMA โดยสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล 5 แห่ง ได้แก่ PubMed, Scopus, Web of Science, IEEE Xplore และ Google Scholar ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2543 – 2568 เกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่รายงานผลลัพธ์เชิงปริมาณเกี่ยวกับการใช้ระบบนำทางด้วยดาวเทียมระหว่างการขับขี่ ทั้งจากการทดลองในเครื่องจำลอง การศึกษาภาคสนาม และข้อมูลเทเลเมตริกส์ ขณะที่บทความเชิงทฤษฎีหรือไม่มีข้อมูลเชิงปริมาณถูกคัดออก บทความจำนวน 70 เรื่องผ่านการคัดเลือกเพื่อการสังเคราะห์เชิงพรรณนา และในจำนวนนี้มี 8 เรื่องที่มีตัวแปรผลลัพธ์สอดคล้องกันถูกนำมาวิเคราะห์อภิมานด้วยแบบจำลองผลสุ่ม ผลการศึกษาพบว่า การใช้ระบบนำทางด้วยดาวเทียมภายใต้การโต้ตอบต่ำ เช่น การนำทางด้วยเสียงเพียงอย่างเดียว ช่วยลดระยะเดินทางเฉลี่ยร้อยละ 16 ลดเวลาเดินทางร้อยละ 18 และลดอัตราการเคลมประกันจากอุบัติเหตุร้อยละ 12 ในทางตรงกันข้าม การโต้ตอบแบบใช้สายตาและมือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ (RR = 1.28; 95% CI: 1.15–1.42) โดยกิจกรรมที่ต้องมองหน้าจอมีความเสี่ยงสูงที่สุด (RR = 1.35; 95% CI: 1.20–1.52) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของระบบนำทางด้วยดาวเทียมต่อความปลอดภัยทางถนนขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน และสนับสนุนการพัฒนาอินเทอร์เฟซที่ลดภาระด้านการรับรู้ และการมองเห็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่</p> ภัทรเดช วรศรีหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/16936 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในหน่วยบริการปฐมภูมิอำเภอเมืองพัทลุง https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17110 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อผลการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง โดยพัฒนาระบบเฝ้าระวังในโปรแกรม JHCIS และระบบบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในหน่วยบริการปฐมภูมิ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3-5 ที่เข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ถึง 11 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทย และแนวทางการปรับขนาดยาตามไตในหน่วยบริการปฐมภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้จำนวน ร้อยละ และ Paired samples t-test ผลการศึกษา พบว่า การสร้างระบบเฝ้าระวังการใช้ยากลุ่มเสี่ยง การคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และ การค้นหาปัญหาจากการใช้ยา ทำให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาจากการใช้ยาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้ ทำให้จำนวนเหตุการณ์ปัญหาการใช้ยาลดลงจาก 77 เหตุการณ์เหลือ 12 เหตุการณ์ และร้อยละของผู้ป่วยที่มีระดับความร่วมมือในการใช้ยาอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 86.67 เป็นร้อยละ 96.11 ส่วนอัตราการกรองของเสียของไตโดยประมาณเพิ่มขึ้นจาก 49.01±7.71 ml/min/1.73m² เป็น 50.99±8.64 ml/min/1.73m² แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 แสดงให้เห็นว่าผลการพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในหน่วยบริการปฐมภูมิ สามารถช่วยจัดการปัญหาการใช้ยาและช่วยชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้</p> อารีรัตน์ ไชยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17110 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17163 <p>สุขภาพช่องปากมีความสำคัญกับสุขภาพโดยรวมของเด็กก่อนวัยเรียนส่งผลต่อการเคี้ยวอาหาร การนอนหลับ การเรียนรู้ พัฒนาการและการเติบโตของเด็ก ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมทันตสุขภาพที่เหมาะสม การส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ที่พัฒนามาจากแนวคิดเกี่ยวกับทันตกรรมป้องกัน แนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แนวคิดแบบจำลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ และทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพ ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 17 คนและกลุ่มควบคุม จำนวน 17 คน ทดสอบก่อนและหลังการให้โปรแกรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง (Two Group pretest – posttest design) โดยใช้แบบสอบถามและแบบบันทึกปริมาณคราบจุลินทรีย์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired Sample t-test และระหว่างกลุ่ม ใช้สถิติ Independent sample t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มทดลอง คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มจาก 6.76 คะแนน (SD=2.73) เป็น 14.76 คะแนน (SD=0.44), ค่าเฉลี่ยทัศนคติจาก 2.27 (SD=0.42) เป็น 2.99 (SD=0.03), ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมจาก 2.11 (SD=0.37) เป็น 2.78 (SD=0.10) และปริมาณคราบจุลินทรีย์ลดจาก 0.54 (SD=0.27) เป็น 0.09 (SD=0.10) (ทุกตัวแปร p&lt;0.001) 2) กลุ่มควบคุมไม่มีเปลี่ยนแปลงทั้งก่อนและหลังการทดลอง โดยคะแนนด้านความรู้ จาก 8.65 เป็น 8.35 (p=0.172), ค่าเฉลี่ยทัศนคติ จาก 2.60 เป็น 2.57 (p=0.409), ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมจาก 2.24 เป็น 2.24; p=0.864) แต่ปริมาณคราบจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นจาก 0.61 (SD=0.32) เป็น 1.12 (SD=0.50) (p&lt;0.001) ผลลัพธ์ชี้ว่าโปรแกรมมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปกครอง และลดคราบจุลินทรีย์ในช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญ</p> กาญจนา บุ้งทอง, เกียรติศักดิ์ แซ่อิว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคเหนือ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/NRTC/article/view/17163 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700