https://thaidj.org/index.php/TJCP/issue/feed
เภสัชกรรมคลินิก
2026-08-25T17:15:44+07:00
วรรณพร วัฒนะวงษ์
wannapornk2013@gmail.com
Open Journal Systems
<p>สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยกองบริหารการสาธารณสุขได้จัดทำวารสารเภสัชกรรมคลินิก (Clinical Pharmacy Journal) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้าน เภสัชกรรมคลินิก เภสัชกรรมโรงพยาบาลและเภสัชสาธารณสุข ของเภสัชกรกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นสื่อกลางในการนำเสนอบทความวิชาการด้านเภสัชกรรมคลินิกและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนถึงปี 2559 (Print ISSN 0858-8538) ในวารสารปีที่ 23 ได้ปรับปรุงรูปแบบวารสารใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยการปรับเป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online ISSN 2673-0162) ฉบับปีที่ 27 ได้เปลี่ยนชื่อวารสารเป็น Thai Journal of Clinical Pharmacy (Online ISSN 2774-0625) กำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน; ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม; ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p>-----------------------------------------------------------------------------------</p> <p>ขอเชิญชวนส่งบทความ online เพื่อลงในวารสารเภสัชกรรมคลินิก <strong>โปรดอ่านรายละเอียด</strong> หรือ download คู่มือและคำแนะนำได้จาก side bar ด้านข้างขวามือของหน้าเว็บไซต์ หัวข้อ "<strong>คู่มือ และ คำแนะนำ</strong>"</p> <p><strong>ขั้นตอนดำเนินการหลังจากส่งบทความ</strong></p> <ol> <li>ระบบวารสารออนไลน์จะส่งอีเมลอัตโนมัติ แจ้งขอบคุณที่ท่านได้ส่งต้นฉบับบทความมายังวารสาร</li> <li>บรรณาธิการ จะส่งอีเมลตอบรับที่จะพิจารณาบทความของท่าน ผ่านกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์ซึ่งอาจจะให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทความเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินบทความ พร้อมทั้งแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารของชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการโอนชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ<br />ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ ประกอบด้วย ค่าตอบแทนการประเมินบทความ ค่าจัดหน้าตีพิมพ์บทความ รวมทั้งสิ้น 3,000 บาท ต่อบทความ</li> <li>เมื่อผู้นิพนธ์ได้รับแจ้งตอบรับจากบรรณาธิการแล้ว โปรดดำเนินการปรับปรุงบทความเบื้องต้น (ถ้ามี) ชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ และส่งสลิปการโอนเงิน ผ่านทางกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการส่งบทความของท่านให้ผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการประเมินบทความโดยปกปิดชื่อผู้นิพนธ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li> <li>บรรณาธิการแจ้งผลประเมินบทความให้ท่านได้รับทราบ และดำเนินการแก้ไข และผู้นิพนธ์ส่งบทความที่แก้ไขแล้วให้บรรณาธิการวารสาร โดยระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการวารสารส่งบทความที่แก้ไขให้กับผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาอีกครั้ง หรือส่งจัดหน้าตีพิมพ์ (ตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ)</li> </ol>
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17777
แนวทางการจัดการทางคลินิกสำหรับภาวะภูมิไวเกินจากแพคลิแทกเซล: บทความปริทัศน์
2026-06-12T02:31:12+07:00
ภาสุนัน ดำรงค์คงชัย
pasunun34794@gmail.com
ทักษิณ จันทร์สิงห์
thaksin.jan@siam.edu
<p>ภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity reactions; HSRs) จากแพคลิแทกเซล มีอุบัติการณ์ร้อยละ 5–30 และมักเกิดในรอบการรักษาที่ 1–2 กลไกหลักเป็นแบบ non-IgE-mediated ผ่านกระบวนการ complement activation–related pseudoallergy (CARPA) โดยมีสารช่วยในตำรับ Cremophor EL เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ บทความปริทัศน์นี้ สรุปพยาธิสรีรวิทยา ลักษณะทางคลินิก การประเมินความรุนแรงตามเกณฑ์ Common Terminology Criteria for Adverse Events (CTCAE) และแนวทางการจัดการในเวชปฏิบัติ ครอบคลุมการให้ยาป้องกันก่อนการรักษา การจัดการภาวะฉุกเฉิน การให้ยาซ้ำ และการทำยาให้ทนต่อยาแบบเร่งด่วน นอกจากนี้ บทความยังสังเคราะห์แนวทางการดูแลผู้ป่วยหลังเกิด HSRs ตั้งแต่การประเมินความรุนแรง การพิจารณาให้ยา re-challenge หรือการเปลี่ยนสูตรการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ การเลือกแนวทางการรักษาควรพิจารณาร่วมกันจากระดับความรุนแรงของอาการ หลักฐานเชิงประจักษ์ และบริบทด้านทรัพยากรของสถานพยาบาล เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการรักษาผู้ป่วย</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17116
การพัฒนารูปแบบการคัดกรองเชิงรุกเพื่อการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยใน
2026-02-25T16:48:43+07:00
วัลย์ลิญา สง่าศิลป์
wanlika.ys@gmail.com
วรวิทย์ ตั้งวิไล
worawitthungwilai@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา: </strong>ปัญหาจากการใช้ยาหรืออาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและผลการรักษาของผู้ป่วย การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในบนหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์เป็นระบบการรายงานโดยสมัครใจร่วมกับการสังเกตโดยตรง ซึ่งไม่ครอบคลุมผู้ป่วยทุกราย และยังขาดระบบการคัดกรองเชิงรุกที่เป็นระบบในการค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาจากการใช้ยา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) พัฒนารูปแบบและศึกษาผลการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อให้การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในเชิงรุก 2) ประเมินผลการตรวจพบ การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับยาในผู้ป่วยใน</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาและพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อให้การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในเชิงรุก โดยการใช้ตัวส่งสัญญาณ การสังเกตโดยตรง การทบทวนเวชระเบียนโดยบุคลากรทางการแพทย์ และการรายงานโดยสมัครใจจากผู้ป่วย โดยคัดกรองผู้ป่วยตามเกณฑ์การคัดกรอง ระยะที่ 2 ดำเนินการตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น (5 ตุลาคม พ.ศ. 2566 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568) และระยะที่ 3 รวบรวมและวิเคราะห์ผลหลังการพัฒนาเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ chi-square test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ <em>p-</em>value < 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการพัฒนามีจำนวนผู้ป่วยได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมเพิ่มขึ้นจากก่อนการพัฒนา 7.61 เท่า (<em>p-</em>value < 0.001) โดยพบจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการบริบาลเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ warfarin กลุ่มผู้ป่วยที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาซึ่งต้องได้รับการสอนเทคนิคพิเศษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-</em>value < 0.001) พบปัญหาจากการใช้ยา 12.53 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ ปัญหาเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาร้อยละ 49.17 ซึ่งเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยสามารถป้องกันปัญหาไม่ให้ถึงผู้ป่วยได้ร้อยละ 48.55</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อให้การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในเชิงรุกที่พัฒนาขึ้น มีแนวโน้มช่วยเพิ่มการค้นหาผู้ป่วยที่ควรได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม และช่วยให้สามารถตรวจพบ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากการใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17795
ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในร่วมกับการคัดกรองใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ในผู้ป่วยสูงอายุโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลพัทลุง
2026-06-12T02:03:59+07:00
ประภัสสร ขุนพรหม
praphatsorn99@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong>: การเสื่อมถอยของอัตราการกรองของไตและการทำงานของตับในผู้สูงอายุ ส่งผลให้ความสามารถในการขจัดยาออกจากร่างกายลดลง ผู้ป่วยสูงอายุโรคไตเรื้อรังมักมีโรคร่วมหลายโรคต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับยาที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญและอาจเกิดไตวายเฉียบพลันได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: ศึกษาผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในร่วมกับการคัดกรองใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ในผู้ป่วยสูงอายุโรคไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: การวิจัยกึ่งทดลองในผู้ป่วยสูงอายุโรคไตเรื้อรัง กลุ่มควบคุม จำนวน 513 ราย กลุ่มทดลอง จำนวน 506 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการคัดกรองใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประยุกต์จากเกณฑ์ American Geriatrics Society Beers (AGS Beers) criteria และ screening tool of older person’s potentially prescriptions/screening tool to alert to right treatment (STOPP/START) criteria บันทึกข้อมูลผ่านเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Mann-Whitney U test, multiple logistic regression, chi-square test, Fisher's exact test, McNemar test และ Wilcoxon signed-rank test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในร่วมกับการคัดกรองใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์สามารถลดการสั่งใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value < 0.001) โดยลดลงจาก 48.9 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน เป็น 15.0 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในร่วมกับการคัดกรองใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความเหมาะสมในการใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุโรคไตเรื้อรัง รวมทั้งเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิผลในการรักษา</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17794
ผลของมาตรการหยุดคำสั่งใช้ยาปฏิชีวนะ Meropenem อัตโนมัติในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ณ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลวารินชำราบ
2026-06-30T09:21:31+07:00
จารี ลิ้มพันธ์
poy234900@gmail.com
นิตินัย ไพรเขียว
nitinai.pr.64@ubu.ac.th
นิลุบล พิมพบุตร
nilubol.ph@kkumail.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong>: การใช้ meropenem นานเกินจำเป็นเพิ่มเชื้อดื้อยาและค่าใช้จ่าย โรงพยาบาลวารินชำราบจึงพัฒนามาตรการหยุดคำสั่งอัตโนมัติ (automatic stop order; ASO) หากไม่มีการอนุมัติจากอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ<br /><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เปรียบเทียบปริมาณ ระยะเวลาการใช้ยา ผลลัพธ์ทางคลินิก วันนอน และค่าใช้จ่าย ก่อนและหลังใช้มาตรการ ASO<br /><strong>วิธีวิจัย</strong>: การศึกษาแบบ quasi-experimental pre-post study ในผู้ป่วย sepsis อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับ meropenem อย่างน้อย 24 ชั่วโมง รวม 300 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อน-หลัง กลุ่มละ 150 ราย (ก่อน: พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 – ธันวาคม พ.ศ. 2567, หลัง: มกราคม พ.ศ. 2568 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Pearson’s chi-square test, Fisher’s exact test และ Mann-Whitney U test ร่วมกับวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางคลินิกแต่ละรายการด้วยการถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปรปรับแก้ความเอนเอียงของ Firth รายงาน adjusted odds ratio (aOR) กับช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value < 0.05<br /><strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังใช้มาตรการ ASO พบว่าปริมาณยาสะสมต่อผู้ป่วย 1 รายลดลงจาก 14.00 เป็น 12.00 กรัม (<em>p</em>-value = 0.035) ค่ามัธยฐาน defined daily dose (DDD)/1,000 วันนอนลดลงจาก 444.44 เป็น 333.33 (<em>p</em>-value = 0.006) และ days of therapy (DOT)/1,000 วันนอนลดลงจาก 600.00 เป็น 535.90 (<em>p</em>-value = 0.019) หลังจากปรับปัจจัยกวน กลุ่มหลังใช้ ASO ไม่แตกต่างด้านอาการดีขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหรือเสียชีวิต การปฏิเสธการรักษา แต่พบว่าออดส์การส่งต่อต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ (aOR 0.28; 95% CI: 0.12–0.62, <em>p</em>-value = 0.001) ส่วนวันนอนไม่แตกต่างกัน (10 เทียบกับ 11 วัน; <em>p</em>-value = 0.270) มูลค่า meropenem ลดลง 86,530 บาท<br /><strong>สรุปผล</strong>: มาตรการ ASO สัมพันธ์กับปริมาณการใช้และมูลค่า meropenem ที่ลดลง ไม่ส่งผลเชิงลบทางคลินิก แต่พบออดส์ของการส่งต่อต่ำกว่าหลังจากปรับช่วงอายุ เพศ ประเภทหอผู้ป่วย โรคประจำตัว และตำแหน่งติดเชื้อ โดยยังไม่ได้ปรับความรุนแรงของโรคและปัจจัยเกี่ยวกับการส่งต่อที่ไม่ได้บันทึก ผลที่พบจึงแสดงเพียงความสัมพันธ์แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปเชิงสาเหตุ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16915
การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป
2026-04-22T09:30:50+07:00
อัญชลี เพ็ชรสมบัติ
tainoi_5555@hotmail.co.th
กิติยศ ยศสมบัติ
kitiyot.y@pharm.chula.ac.th
<p class="Style2"><strong><span lang="TH">ความเป็นมา:</span></strong><span lang="TH"> ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์และการขาดระบบสื่อสารข้อมูลสถานะการทำงานของไตระหว่างสถานบริการสุขภาพ</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">วัตถุประสงค์:</span></strong><span lang="TH"> เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 และประเมินผลของรูปแบบดังกล่าวต่อความรู้ของผู้ป่วยหรือผู้ดูแล รวมถึงความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือผู้ดูแล และบุคลากรสาธารณสุขต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">วิธีการวิจัย:</span></strong><span lang="TH"> การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะพัฒนารูปแบบ โดยการทบทวนวรรณกรรม สัมภาษณ์บุคลากรสาธารณสุข และพัฒนาเครื่องมือ ได้แก่ บัตรรักษ์ไต สื่อการให้ความรู้ และแบบประเมินความรู้ และ </span>2<span lang="TH">) ระยะประเมินผล เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (</span>one<span lang="TH">–</span>group pretest<span lang="TH">–</span>posttest<span lang="TH">) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 45 ราย โดยประเมินความรู้ก่อนการให้ความรู้ หลังการให้ความรู้ทันที และที่ระยะ 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย </span>repeated measures ANOVA</p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">ผลการศึกษา:</span></strong><span lang="TH"> รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการให้ความรู้รายบุคคลร่วมกับการใช้ “บัตรรักษ์ไต” หลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20.24</span> ± <span lang="TH">4.46 คะแนน เป็น 25.29</span> ± <span lang="TH">1.82 คะแนนหลังการให้ความรู้ทันที และ 25.18</span> ± <span lang="TH">1.99 คะแนนที่ระยะ 3 เดือน (</span>p<span lang="TH">-</span>value < <span lang="TH">0.001) โดยผู้ป่วยตอบคำถามถูกต้องเพิ่มขึ้นในคำถามส่วนใหญ่ บัตรรักษ์ไตสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารข้อมูลสถานะการทำงานของไตระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรสาธารณสุข ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในระดับพึงพอใจ ขณะที่บุคลากรสาธารณสุขส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับพึงพอใจมาก</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">สรุปผล:</span></strong><span lang="TH"> รูปแบบการเฝ้าระวังการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มความรู้ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างเหมาะสมได้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจช่วยสนับสนุนการใช้ยาอย่างเหมาะสมในทางปฏิบัติ</span></p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17826
การสำรวจความชุก ณ จุดเวลาของการใช้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ การติดเชื้อที่ดื้อยาต้านจุลชีพ ผลลัพธ์ทางคลินิก และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ของผู้ป่วยในที่รักษาในโรงพยาบาลแม่สอด
2026-07-12T18:20:42+07:00
บุญศักดิ์ อ่อนลิ้ม
rxlive@gmail.com
ปวีณา ปานท้วม
panthuam@hotmail.com
<p><strong>ความเป็นมา: </strong>การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่สมเหตุผลก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การสำรวจข้อมูลด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ช่วยในการประเมินสถานการณ์และพัฒนาระบบกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพของโรงพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อสำรวจความชุกของการใช้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ผลลัพธ์ทางคลินิกและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของผู้ป่วยในที่รักษาในโรงพยาบาลแม่สอด</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยการสำรวจความชุก ณ จุดเวลา ขององค์การอนามัยโลก เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ในหอผู้ป่วยจำนวน 28 หอ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยในทั้งหมด 315 ราย พบความชุกของการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ จำนวน 135 ราย (ร้อยละ 42.9) โดยหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 75.0) ยาที่มีการสั่งใช้สูงที่สุดคือ ceftriaxone (ร้อยละ 23.4) เมื่อจำแนกตาม WHO AWaRe พบว่ามีการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่มเฝ้าระวังสูงถึงร้อยละ 62.5 และการสั่งใช้ยาเพื่อป้องกันทางศัลยกรรมมีการสั่งใช้ ceftriaxone สูงถึงร้อยละ 35.0 พบการติดเชื้อดื้อยา 13 รายจากผู้ป่วย 48 รายที่พบเชื้อจุลชีพก่อโรค (ร้อยละ 27.1) ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในโรงพยาบาลมีวันนอนเฉลี่ย 34 วัน เสียชีวิตร้อยละ 28.6 และมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เฉลี่ย 260,428 บาทต่อราย</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โรงพยาบาลมีการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่มเฝ้าระวังในสัดส่วนที่สูง การติดเชื้อในโรงพยาบาลมีผลกระทบทางคลินิกและผลต่อค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ผลการศึกษาสนับสนุนให้มีการพิจารณาพัฒนามาตรการกำกับการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่มเฝ้าระวัง รวมทั้งการทบทวนแนวทางการสั่งใช้ยาเพื่อป้องกันทางศัลยกรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17388
ผลการใช้เมทาโดนต่อการจัดการอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยระยะท้าย: การศึกษาแบบย้อนหลัง
2026-05-25T20:34:29+07:00
อรรถกร รักษาสัตย์
attarak@kku.ac.th
ศาศวัต ตันตาปกุล
sassawat.tuntapakul@gmail.com
สุพัตรา จินดาดวง
spttra.j@gmail.com
สุธาร จันทะวงศ์
suthch@kku.ac.th
<p><strong>ความเป็นมา<em>:</em></strong> เมทาโดน (methadone) เป็นยากลุ่มโอปิออยด์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการปวดซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยระยะท้าย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านรูปแบบการใช้ยา ประสิทธิผลและความปลอดภัยของ methadone ในประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์<em>:</em></strong> เพื่อศึกษาข้อบ่งใช้ รูปแบบการใช้ยา วิธีเริ่มต้นการใช้ยา ขนาดยาเริ่มต้น การตอบสนองต่อการรักษา อันตรกิริยาระหว่างยา อาการไม่พึงประสงค์ การใช้ยาที่มีฤทธิ์เสริมในการบรรเทาอาการปวดร่วมกับ methadone และตัวชี้วัดกระบวนการด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใช้ยา</p> <p><strong>วิธีการวิจัย<em>:</em></strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับ methadone เพื่อควบคุมอาการปวด ณ หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งได้รับคำแนะนำด้านการจัดการอาการปวดจากศูนย์การุณรักษ์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562</p> <p><strong>ผลการวิจัย<em>: </em></strong>ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยทั้งหมด 36 ราย เป็นเพศหญิงและชายจำนวนเท่ากัน ค่ามัธยฐานอายุ (พิสัยควอไทล์) เท่ากับ 48.5 (18) ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการปวดจากโรคมะเร็ง (ร้อยละ 83.3) และลักษณะการปวดเมื่อรวมทั้งผู้ที่ปวดจากมะเร็งและที่ปวดจากสาเหตุอื่นพบว่าเป็นแบบ mixed pain มากที่สุด (ร้อยละ 61.1) รูปแบบการใช้ methadone ส่วนใหญ่เป็น switch therapy โดยเปลี่ยนจาก strong opioid ชนิดอื่น ร่วมกับการใช้ adjuvant therapy โดยใช้วิธี three-day (ร้อยละ 8.3) หรือ stop and go (ร้อยละ 55.6) พบอันตรกิริยาระหว่างยาเฉลี่ย 3.4 คู่ยาต่อราย อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย คือ ง่วงซึมและท้องผูก (ร้อยละ 44.8 และ 27.6 ตามลำดับ) ผู้ป่วยร้อยละ 75.0 ได้รับการประเมินอาการปวดก่อนและหลังการใช้ยา และร้อยละ 61.1 ได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างน้อยหนึ่งครั้งขึ้นไป โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการตอบสนองต่อการรักษาแบบ overall success (ร้อยละ 72.2)</p> <p><strong>สรุปผล<em>:</em></strong> Methadone โดยเฉพาะการใช้แบบ switch therapy ร่วมกับ adjuvant therapy และวิธี stop and go มีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยระยะท้าย อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและมีการติดตามด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในระดับที่เหมาะสม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข