เภสัชกรรมคลินิก https://thaidj.org/index.php/TJCP <p>สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยกองบริหารการสาธารณสุขได้จัดทำวารสารเภสัชกรรมคลินิก (Clinical Pharmacy Journal) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้าน เภสัชกรรมคลินิก เภสัชกรรมโรงพยาบาลและเภสัชสาธารณสุข ของเภสัชกรกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นสื่อกลางในการนำเสนอบทความวิชาการด้านเภสัชกรรมคลินิกและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนถึงปี 2559 (Print ISSN 0858-8538) ในวารสารปีที่ 23 ได้ปรับปรุงรูปแบบวารสารใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยการปรับเป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online ISSN 2673-0162) ฉบับปีที่ 27 ได้เปลี่ยนชื่อวารสารเป็น Thai Journal of Clinical Pharmacy (Online ISSN 2774-0625) กำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน; ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม; ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p>-----------------------------------------------------------------------------------</p> <p>ขอเชิญชวนส่งบทความ online เพื่อลงในวารสารเภสัชกรรมคลินิก <strong>โปรดอ่านรายละเอียด</strong> หรือ download คู่มือและคำแนะนำได้จาก side bar ด้านข้างขวามือของหน้าเว็บไซต์ หัวข้อ "<strong>คู่มือ และ คำแนะนำ</strong>"</p> <p><strong>ขั้นตอนดำเนินการหลังจากส่งบทความ</strong></p> <ol> <li>ระบบวารสารออนไลน์จะส่งอีเมลอัตโนมัติ แจ้งขอบคุณที่ท่านได้ส่งต้นฉบับบทความมายังวารสาร</li> <li>บรรณาธิการ จะส่งอีเมลตอบรับที่จะพิจารณาบทความของท่าน ผ่านกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์ซึ่งอาจจะให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทความเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินบทความ พร้อมทั้งแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารของชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการโอนชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ<br />ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ ประกอบด้วย ค่าตอบแทนการประเมินบทความ ค่าจัดหน้าตีพิมพ์บทความ รวมทั้งสิ้น 3,000 บาท ต่อบทความ</li> <li>เมื่อผู้นิพนธ์ได้รับแจ้งตอบรับจากบรรณาธิการแล้ว โปรดดำเนินการปรับปรุงบทความเบื้องต้น (ถ้ามี) ชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ และส่งสลิปการโอนเงิน ผ่านทางกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการส่งบทความของท่านให้ผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการประเมินบทความโดยปกปิดชื่อผู้นิพนธ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li> <li>บรรณาธิการแจ้งผลประเมินบทความให้ท่านได้รับทราบ และดำเนินการแก้ไข และผู้นิพนธ์ส่งบทความที่แก้ไขแล้วให้บรรณาธิการวารสาร โดยระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการวารสารส่งบทความที่แก้ไขให้กับผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาอีกครั้ง หรือส่งจัดหน้าตีพิมพ์ (ตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ)</li> </ol> กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข th-TH เภสัชกรรมคลินิก 2774-0625 <p> ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมคลินิกทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตาราง ของบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารเภสัชกรรมคลินิกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร<br /> กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ต่อได้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอน (Creative Commons License: CC) โดย ต้องแสดงที่มาจากวารสาร – ไม่ใช้เพื่อการค้า – ห้ามแก้ไขดัดแปลง, Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)<br /> ข้อความที่ปรากฏในบทความในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรในกองฯ หรือ ชมรมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง ตลอดจนความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความเป็นของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ</p> การประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินโดยใช้เครื่องมือ PEN-FAST เพื่อเข้าสู่กระบวนการยกเลิกประวัติแพ้ยา ในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17141 <p class="Style1CxSpFirst"><strong><span lang="TH">ความเป็นมา</span></strong><span lang="TH">: ผู้ป่วยที่ได้รับการบันทึกแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินในระบบเวชระเบียนของโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำ อาจไม่ใช่ผู้ป่วยที่แพ้ยาจริงทั้งหมด ปัจจุบันยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงขนาดของปัญหาการระบุแพ้ยาที่อาจไม่จริง ซึ่งส่งผลต่อการเลือกใช้ยาของแพทย์ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านยา</span></p> <p class="Style1CxSpMiddle"><strong><span lang="TH">วัตถุประสงค์</span></strong><span lang="TH">: เพื่อประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการทดสอบเพื่อยกเลิกประวัติแพ้ยา ทั้งในด้านความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์</span></p> <p class="Style1CxSpMiddle"><strong><span lang="TH">วิธีวิจัย</span></strong><span lang="TH">: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยทุกรายที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินบันทึกในระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 มีการเก็บข้อมูลทั่วไป ข้อมูลแพ้ยา และนำมาประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยต่อการเข้าสู่กระบวนการทดสอบเพื่อยกเลิกประวัติแพ้ยาโดยใช้เครื่องมือ </span>PEN<span lang="TH">-</span>FAST <span lang="TH">และวิเคราะห์ความชุกของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำที่ผลการทดสอบการแพ้เพนิซิลลินจะเป็นผลบวก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโดยใช้สถิติถดถอยโลจิสติกส์</span></p> <p class="Style1CxSpMiddle"><strong><span lang="TH">ผลการวิจัย</span></strong><span lang="TH">: จากผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน </span>559 <span lang="TH">ราย พบผู้ป่วย </span>123 <span lang="TH">ราย (ร้อยละ </span>22<span lang="TH">.</span>0<span lang="TH">) มีคะแนน </span>PEN<span lang="TH">-</span>FAST <span lang="TH">น้อยกว่า </span>3 <span lang="TH">จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำถึงต่ำมากที่ผลการทดสอบการแพ้เพนิซิลลินจะเป็นผลบวกและเหมาะสมเข้าสู่กระบวนการทดสอบเพื่อยกเลิกประวัติแพ้ยา ไม่พบว่าปัจจัยต่อไปนี้ คือ เพศ อายุ โรคประจำตัวที่เกี่ยวกับการแพ้และการมีประวัติแพ้ยาหลายชนิด รวมทั้งประเภทข้อมูลที่ได้จากการบอกเล่าของผู้ป่วยหรือจากการบันทึกของบุคลากรทางการแพทย์ขณะแพ้ยา มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อการเข้าสู่กระบวนการยกเลิกประวัติแพ้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><a name="_Hlk214548351"></a>p<span lang="TH">-</span>value &gt; 0<span lang="TH">.</span>05<span lang="TH">)</span></p> <p class="Style1CxSpLast"><strong><span lang="TH">สรุปผล</span></strong><span lang="TH">: ตามเกณฑ์การประเมินของ </span>PEN<span lang="TH">-</span>FAST <span lang="TH">พบว่าร้อยละ 22 ของผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินสามารถเข้าสู่กระบวนการทดสอบแพ้ยาที่เหมาะสม และไม่พบปัจจัยใดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>p<span lang="TH">-</span>value &gt; 0<span lang="TH">.</span>05<span lang="TH">) กับระดับความเสี่ยงของการเข้าสู่กระบวนการยกเลิกประวัติแพ้ยา</span></p> จันทิมา โยธาพิทักษ์ ปิยพร ใจซื่อ ปวิชวดี โมฬี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 215 228 ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะยารั่วซึมออกนอกหลอดเลือด จากการใช้ยานอร์อิพิเนฟริน ในผู้ป่วยใน โรงพยาบาลปัตตานี https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/15552 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> การรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือด (extravasation) เป็นอาการไม่พึงประสงค์ (adverse drug reaction; ADR) ที่พบได้จากการบริหาร norepinephrine ทางหลอดเลือดดำเกิดได้จากหลายปัจจัย การค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิด extravasation สามารถนำไปสู่การวางระบบป้องกันและลดความรุนแรงจากอาการไม่พึงประสงค์ในโรงพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิด extravasation จากการบริหาร norepinephrine ในผู้ป่วยใน โรงพยาบาลปัตตานี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิง explorative prognostic factor research รูปแบบ retrospective observational cohort design ในผู้ป่วยใน โรงพยาบาลปัตตานีที่ได้รับ norepinephrine ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 สืบค้นข้อมูลจากโปรแกรม HOSxP และบันทึกเวชระเบียน จำนวน 95 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่พบ ADR 23 ราย และกลุ่มที่ไม่พบ ADR 72 ราย เปรียบเทียบปัจจัยที่ทำให้เกิด ADR ด้วยสถิติ t-test, exact probability test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย odds ratio univariable และ multivariable logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> อัตราการให้ยา (median, IQR) ในกลุ่มที่พบ ADR 1.2 mg/hr (IQR 0.68-2.20) เปรียบเทียบกับ 0.4 mg/hr (IQR 0.20-0.54) ในกลุ่มที่ไม่พบ ADR (OR = 4.02; 95%CI: 1.6-10.2, <em>p</em>-value &lt; 0.01) ระยะเวลาที่ได้รับยา (median, IQR) ในกลุ่มที่พบ ADR 4 วัน (IQR 2-8) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่พบ ADR 3 วัน (IQR 2-4) (OR = 1.29; 95%CI: 1.06-1.59, <em>p</em>-value &lt; 0.05) และกลุ่มที่พบ ADR ได้รับยาร่วมกับ sodium bicarbonate 7.5% ชนิดฉีดร้อยละ 65.2 และร้อยละ 23.6 ในกลุ่มที่ไม่พบ ADR (OR = 9.41; 95%CI: 1.94-45.67, <em>p</em>-value &lt; 0.01) ลักษณะทั้ง 3 อย่างเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด ADR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์ต่อการเกิด ADR ได้แก่ อัตราการให้ยาที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาการให้ยาที่นานกว่า และการได้รับร่วมกับยาที่มีค่า osmolality สูง ส่งผลต่อการเกิด extravasation อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> วารุณี หวังเคียงแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 229 239 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยานอร์อิพิเนฟรินเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบในโรงพยาบาลระนอง https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16764 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>นอร์อิพิเนฟรินเป็นยาที่มีความเสี่ยงสูง ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาและศึกษาผลแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใช้นอร์อิพิเนฟรินเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบในโรงพยาบาลระนอง</p> <p><strong>วิธีการวิจัย: </strong>เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ใช้นอร์อิพิเนฟริน ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง อายุรกรรมชาย และหอผู้ป่วยหนัก ก่อนและหลังการพัฒนาแนวทางฯ ระหว่าง 20 มีนาคม – 5 กรกฏาคม พ.ศ. 2567 และ 20 มีนาคม – 5 กรกฏาคม พ.ศ. 2568 จำนวนกลุ่มละ 88 คน เครื่องมือในการวิจัยคือแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใช้นอร์อิพิเนฟรินเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ แบบฟอร์มการสั่งใช้นอร์อิพิเนฟริน ตารางปรับขนาดยา ป้ายเตือนการเฝ้าระวังหลอดเลือดดำอักเสบ และเวชระเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและไคสแควร์</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พัฒนาแนวทางฯ โดยการระดมสมองในการประชุมทีมพัฒนาและทีมนำทางคลินิกด้านอายุรกรรม ได้แนวทางฯ และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานร่วมกัน ผลการใช้แนวทางฯ พบว่าความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยาลดลงจากร้อยละ 100.0 เป็นร้อยละ 54.0 (<em>p</em>-value &lt; 0.05) การปฏิบัติตามแนวทางฯ ของพยาบาลในการบันทึกทางการพยาบาลถูกต้องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.4 เป็นร้อยละ 77.0 (<em>p</em>-value &lt; 0.05) แต่จำนวนผู้ป่วยที่เกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบไม่แตกต่างกันทางสถิติ (<em>p</em>-value &gt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ใช้นอร์อิพิเนฟรินเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบด้วยความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยา และเพิ่มความถูกต้องในการปฏิบัติตามแนวทางฯ ของพยาบาลได้</p> จินตนา ลิ่มระนางกูร คัทลียา ธัญญประยูร ฐานิศา กมลานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 240 254 ผลการพัฒนาแนวทางการใช้ยาฟิลกราสทิมในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ต่อการป้องกันการเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16627 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับยาเคมีบำบัดสูตร 4AC-T และ FAC ในโรงพยาบาลนางรอง เกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ และไม่ได้รับการสั่งใช้ฟิลกราสทิมเพื่อป้องกันสูงถึงร้อยละ 67.01 จึงได้มีการพัฒนาแนวทางป้องกันโดยเพิ่มการสั่งใช้ฟิลกราสทิม เพื่อลดการเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ และเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาแนวทางการใช้ฟิลกราสทิม ในการป้องกันการเกิดภาวะ นิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ และประเมินผลการปฏิบัติตามแนวการสั่งใช้ฟิลกราสทิมในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: เป็นการศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร 4AC-T และ FAC เก็บข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เปรียบเทียบการเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ ก่อนและหลังการพัฒนาแนวทางการใช้ฟิลกราสทิม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ independent chi-square และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์ก่อนและหลังการพัฒนาแนวทาง จำนวน 72 คน (486 รอบ) และ 78 คน (467 รอบ) ตามลำดับ การเกิดภาวะภาวะนิวโทรฟิลต่ำร่วมกับมีไข้ลดลงจากร้อยละ 2.47 เป็น 1.50 แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.284) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำลดลงจากร้อยละ 14.81 เป็น 8.99 (<em>p</em>-value = 0.003) รวมทั้งภาวะนิวโทรฟิลต่ำระดับรุนแรงลดลงจากร้อยละ 4.32 เป็น 1.07 (<em>p</em>-value = 0.038) และแพทย์มีการปฏิบัติตามแนวทางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.99 เป็นร้อยละ 100 (<em>p</em>-value &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การจัดทำแนวทางการใช้ยาฟิลกราสทิม ช่วยลดระดับความรุนแรงและอุบัติการณ์การเกิดภาวะนิวโทรฟิลต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยเกิดภาวะ febrile neutropenia มีแนวโน้มลดลง ช่วยส่งเสริมให้แพทย์สามารถสั่งใช้ยาได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปฏิบัติตามแนวทางเพิ่มขึ้น</p> สุพรรณภา ธนาสูรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 255 265 การศึกษาประสิทธิผลของการทดแทนอัลบูมินในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจและมีภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ โรงพยาบาลแพร่ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16563 <p class="Style2"><strong><span lang="TH">ความเป็นมา:</span></strong><span lang="TH"> ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำนำไปสู่ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและการเสียชีวิต การใช้อัลบูมินเป็นสารเพิ่มปริมาตรน้ำในหลอดเลือดในผู้ป่วยวิกฤติที่ใช้เครื่องช่วยหายใจมีหลักฐานที่ยังหาข้อสรุปไม่ชัดเจน</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">วัตถุประสงค์: </span></strong><span lang="TH">ศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วัน ระยะเวลาไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจภายใน 28 วัน และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจที่มีภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับอัลบูมินทดแทนและไม่ได้รับอัลบูมิน</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">วิธีวิจัย</span></strong><span lang="TH">: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วย 4</span>43<span lang="TH"> รายที่ใช้เครื่องช่วยหายใจจากภาวะช็อกจากการติดเชื้อหรือโรคปอดบวมหรือทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและมีภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ (</span>&lt;<span lang="TH">2.5 </span>g<span lang="TH">/</span>dL<span lang="TH">) แบ่งเป็นกลุ่มได้รับอัลบูมิน 20</span>%<span lang="TH"> และไม่ได้รับอัลบูมิน วิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้วย </span>modified Poisson <span lang="TH">พร้อม </span>robust SE <span lang="TH">เพื่อประมาณ </span>RR <span lang="TH">(</span>95% CI<span lang="TH">) เลือกตัวแปรร่วมจากการถดถอยโลจิสติกแบบตัวแปรเดียว (</span><em>p</em><span lang="TH">-</span>value &lt; 0<span lang="TH">.</span>05<span lang="TH">) และ </span>DAGs<span lang="TH"> ทดสอบปฏิสัมพันธ์และประเมินพหุสหสัมพันธ์ (</span>VIF &lt; 5<span lang="TH">) ผลลัพธ์รองเปรียบเทียบด้วย </span>t<span lang="TH">-</span>test <span lang="TH">หรือ </span>Wilcoxon rank sum test</p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">ผลการวิจัย</span></strong><span lang="TH">: กลุ่มได้รับอัลบูมินเสียชีวิตภายใน 28 วัน 12</span>9<span lang="TH"> รายจาก 2</span>25<span lang="TH"> ราย (ร้อยละ 5</span>7<span lang="TH">.</span>33<span lang="TH">) กลุ่มไม่ได้รับอัลบูมินเสียชีวิต 8</span>4<span lang="TH"> รายจาก 2</span>18<span lang="TH"> ราย (ร้อยละ 3</span>8<span lang="TH">.</span>53<span lang="TH">) (</span>RR = <span lang="TH">1.34</span>;<span lang="TH"> 95% </span>CI: 1<span lang="TH">.</span>09-<span lang="TH">1.6</span>5, <em>p</em><span lang="TH">-</span>value <span lang="TH">= 0.00</span>6<span lang="TH">) ผู้ป่วยที่มีอัลบูมินพื้นฐาน </span>&lt; <span lang="TH">1.5 </span>g/dL <span lang="TH">หรือ </span>1<span lang="TH">.</span>6<span lang="TH">-2.0 </span>g<span lang="TH">/</span>dL<span lang="TH"> หรือ </span>SOFA<span lang="TH"> ≥ 6 มีอัตราการเสียชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การได้รับอัลบูมินในผู้ป่วยอายุ </span>&lt;<span lang="TH"> 40 ปี อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลลัพธ์รองกลุ่มที่ได้รับอัลบูมินมีระยะเวลาที่ไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจภายใน </span>28 <span lang="TH">วันที่สั้นกว่า (</span><em>p</em><span lang="TH">-</span>value &lt;<span lang="TH"> 0.001) และระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้อัลบูมินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em>p</em><span lang="TH">-</span>value &lt;<span lang="TH"> 0.001)</span></p> <p class="Style2"><strong><span lang="TH">สรุปผลการวิจัย:</span></strong><span lang="TH"> ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจจากภาวะช็อกจากการติดเชื้อหรือปอดบวมหรือทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและมีระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (</span>&lt;<span lang="TH">2.5 </span>g<span lang="TH">/</span>dL<span lang="TH">) การได้รับอัลบูมินไม่ได้เพิ่มอัตราการรอดชีวิตภายใน 28 วันเปรียบเทียบกับการไม่ได้รับอัลบูมิน</span></p> ธนัย วีรณรงค์กร สุกฤษฏิ์ กาญจนสุระกิจ ธราณี สิริชยานุกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 266 280 การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการ ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีการใช้ยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16653 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: โรงพยาบาลพิมายจัดตั้งคลินิกวาร์ฟารินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 พบว่าร้อยละของผู้ป่วยที่มีค่า international normalized ratio (INR) อยู่ในช่วงเป้าหมายยังต่ำกว่าร้อยละ 65 จึงมีแนวคิดพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผล รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการโดยการติดตามทางโทรศัพท์ ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีการใช้วาร์ฟาริน โรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: งานวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่ได้รับวาร์ฟาริน แผนกผู้ป่วยนอก ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเป็นผู้ป่วยที่มีการปรับขนาดวาร์ฟารินในวันที่มาพบแพทย์ สามารถสื่อสารกับเภสัชกรทางโทรศัพท์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การบันทึกข้อมูลการรักษา และการประเมินปัญหาการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ paired t-test และ McNemar test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 0 ราย เป็น 60 ราย (ร้อยละ 70.59) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) ความรู้เกี่ยวกับวาร์ฟารินเพิ่มขึ้นจาก 11.80 ± 2.24 เป็น 14.05 ± 1.09 (<em>p</em> &lt; 0.001) ปัญหาการใช้ยาลดลงจาก 63 ครั้ง เหลือเพียง 1 ครั้ง (<em>p</em> &lt; 0.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับสูง (4.88 ± 0.39 จากคะแนนเต็ม 5) และแพทย์ยอมรับคำแนะนำจากเภสัชกรในการแก้ไขด้านยาร้อยละ 97.65</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การบริบาลทางเภสัชกรรมแบบบูรณาการ ช่วยให้ผู้ป่วยมีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายมากขึ้น ลดปัญหาการใช้ยา และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย</p> ธัญวรัชญ์ ขำมาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 281 291 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมค่าทีทีอาร์ในผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ในคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลพังงา https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16804 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>ความเป็นมา:</strong> ผู้ป่วยที่ใช้วาร์ฟารินจำเป็นต้องควบคุมค่า INR ให้อยู่ในช่วงเป้าหมาย โดยใช้ระยะเวลาที่ค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมาย (time in therapeutic range; TTR) เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการรักษา ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการควบคุม TTR</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุม TTR ในผู้ป่วยที่ใช้วาร์ฟาริน</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่ใช้วาร์ฟาริน จำนวน 300 ราย ระหว่างมกราคม พ.ศ. 2563 – ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบสอบถาม 6 ส่วน ครอบคลุมข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยด้านพฤติกรรม/จิตสังคม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา univariate binary logistic regression และ multivariate binary logistic regression</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 300 คน พบว่าร้อยละ 73.67 มีการควบคุม TTR ตามเป้าหมาย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทีละปัจจัยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) ได้แก่ การทำงานของไต การทำงานของตับ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจชนิดโลหะ รวมถึงความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับวาร์ฟาริน เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติทั้งหมดร่วมกัน พบว่าการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจชนิดโลหะ การทำงานของไต และความรู้เกี่ยวกับการใช้วาร์ฟาริน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยอิสระ (<em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านพฤติกรรม/จิตสังคม มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุม TTR ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและปรับปรุงการให้ความรู้ในคลินิกวาร์ฟาริน</p> ทศพร ไกรเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 292 304 ผลกระทบของภาวะเลือดออกรุนแรงจากการใช้ยาวาร์ฟารินในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะต่อการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและต้นทุนทางตรงในผู้ป่วยสูงอายุในประเทศไทย https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16831 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: วาร์ฟารินเป็นยาหลักในการป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะในประเทศไทย แต่มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกรุนแรง (major bleeding) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ การทำงานของตับและไตที่ลดลง รวมทั้งมีโรคร่วมและการใช้ยาหลายชนิดที่ส่งผลให้ระดับยาสูงขึ้น ค่า INR เกินเป้าหมาย นำไปสู่การเข้ารักษาตัวและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก พบว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ได้รับวาร์ฟารินมีอายุ ≥75 ปี แต่ยังไม่มีข้อมูลอุบัติการณ์และผลกระทบ จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการศึกษานี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบภาวะเลือดออกรุนแรงในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะระหว่างอายุ 65-74 ปี กับอายุ ≥75 ปี</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: ศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ใช้วาร์ฟารินในโรงพยาบาลพุทธชินราช ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2562 - 31 มกราคม พ.ศ. 2565 ศึกษาอุบัติการณ์ภาวะเลือดออกรุนแรง ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และต้นทุนทางตรงจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลและโปรแกรม Warfarin Registry Network</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วย 645 ราย อายุเฉลี่ย 75.75 ± 7.24 ปี คะแนน CHA<sub>2</sub>DS<sub>2</sub>-VASc เฉลี่ย 3.54 ± 1.10 อุบัติการณ์ภาวะเลือดออกรุนแรงในกลุ่มอายุ ≥75 ปี 8.35% (28 ราย) เทียบกับ 6.12% (19 ราย) ในกลุ่มอายุ 65-74 ปี ค่ามัธยฐานวันนอนโรงพยาบาล 5.5 วัน เทียบกับ 4 วัน (p-value = 0.20) ค่ามัธยฐานต้นทุนทางตรง 33,530.50 บาท เทียบกับ 22,280.00 บาท แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.04)</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ใช้วาร์ฟารินอายุ ≥75 ปี มีโอกาสเกิดอุบัติการณ์ภาวะเลือดออกรุนแรงสูงกว่ากลุ่ม 65-74 ปี ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เพิ่มต้นทุนทางตรงในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> พัตรพิมล คำพุฒ ปัทมวรรณ โกสุมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 305 315 ผลลัพธ์ของการตรวจสอบการสั่งยาและให้ข้อเสนอแนะกลับในการสั่งใช้ยา meropenem ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลทั่วไป https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16778 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: Antimicrobial stewardship program (ASP) เป็นกระบวนการส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม โดยโรงพยาบาลพระพุทธบาทพบปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการปรับมาใช้ meropenem มากขึ้น แต่บางกรณีอาจมีการใช้ยาไม่เหมาะสม จึงนำกระบวนการการตรวจสอบการสั่งใช้ยาและให้ข้อเสนอแนะกลับ (prospective audit and feedback; PAF) ซึ่งเป็นกระบวนการหลักของ ASP มาใช้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบร้อยละของการ de-escalation จำนวนวันที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น ณ วันที่ 3, 5 และ 7 และอัตราการตายที่ 30 วัน ของผู้ป่วยที่ได้รับ meropenem ในการรักษาแบบ empirical therapy ตามแบบแผนปกติ และกลุ่มที่ได้รับกระบวนการ PAF</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามแบบแผนปกติ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 และกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามกระบวนการ PAF ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษาจำนวน 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มละ 40 ราย</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มที่ได้รับการรักษาตามแบบแผนปกติ และกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามกระบวนการ PAF พบร้อยละของการ de-escalation เท่ากับ 7.5 และ 30 ตามลำดับ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.01) เมื่อพิจารณาผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นในวันที่ 3 พบกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามกระบวนการ PAF สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาตามแบบแผนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.014) แต่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นในวันที่ 5 และ 7 จำนวนวันที่ใช้ยาปฏิชีวนะ และอัตราการตายที่ 30 วัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การตรวจสอบการสั่งใช้ยาและให้ข้อเสนอแนะกลับช่วยเพิ่มการ de-escalation ส่งผลให้เกิดการใช้ meropenem อย่างเหมาะสม</p> สุภาพร คชายั่งยืน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 316 326 ผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยบูรณาการงานบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผนร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16871 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: โรคไตเรื้อรังตาม KDIGO 2024 มีเกณฑ์วินิจฉัยหลักคือค่า eGFR &lt; 60 mL/min/1.73 m² หรือ albuminuria ≥ 30 mg/วัน ติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 2 - 4 เท่า โรงพยาบาลศรีสะเกษพบจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และการได้รับยาเพื่อชะลอไตเสื่อมยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก (ค่า eGFR) คุณภาพชีวิต (QoL) ความร่วมมือในการใช้ยา และผลลัพธ์การจัดการปัญหาเภสัชบำบัด ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน (CG) กับกลุ่มที่ได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างมีแบบแผน (PG)</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: การศึกษาทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 – 4 ระยะเวลา 6 เดือน ใช้สถิติ ANCOVA เปรียบเทียบค่า eGFR ใช้สถิติ t-test เปรียบเทียบ QoL และความร่วมมือในการใช้ยา ผลลัพธ์การจัดการปัญหาเภสัชบำบัด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติการถดถอยพหุคูณ การวิเคราะห์ดำเนินการแบบ per-protocol โดยรวมเฉพาะผู้ป่วยที่สามารถติดตามผลครบถ้วนตามแผนการศึกษา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่ม CG = 61 ราย กลุ่ม PG = 60 ราย เมื่อสิ้นสุดการศึกษา พบว่าค่า eGFR และ QoL ของกลุ่ม PG สูงกว่ากลุ่ม CG อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (CG: eGFR = 27.34, QoL = 70.09; PG: eGFR = 28.21, QoL = 74.98; <em>p</em>-value &lt; 0.001 และ <em>p</em>-value = 0.004 ตามลำดับ) ความร่วมมือในการใช้ยาเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่วนปัญหาเภสัชบำบัดที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงค่า eGFR คือ การจำเป็นต้องได้รับยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.047)</p> <p><strong>สรุป</strong>: การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่พัฒนาขึ้นเพิ่มผลลัพธ์ทางคลินิกและส่งเสริมผลลัพธ์เชิงกระบวนการด้านยาเมื่อเปรียบเทียบกับการบริการจ่ายยาเพียงอย่างเดียว</p> ชญาณ์พิมพ์ รื่นหรรษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 327 339 การพัฒนางานบริหารเวชภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลัง https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16917 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>หน่วยคลังเวชภัณฑ์ พบปัญหาเรื่องสถานที่จัดเก็บยาไม่เพียงพอ ผู้วิจัยจึงใช้ data visualization ในการวิเคราะห์ ABC-VED matrix และคำนวณความต้องการพื้นที่จัดเก็บยา เพื่อบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลัง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) เพื่อพัฒนาระบบบริหารเวชภัณฑ์ โดยใช้ ABC-VED matrix ร่วมกับการคำนวณพื้นที่จัดเก็บผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) ศึกษาประสิทธิภาพการบริหารเวชภัณฑ์ การคำนวณมูลค่ายาคงคลังเฉลี่ย อัตราหมุนเวียนยา ระยะเวลายาคงคลัง และมูลค่ายาที่ไม่มีการเคลื่อนไหว</p> <p><strong>วิธีวิจัย: </strong>เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ใช้ข้อมูลจากโปรแกรมบริหารเวชภัณฑ์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ด้านการจัดการเวชภัณฑ์คงคลัง หลังการวิเคราะห์ ABC-VED matrix และทำ data visualization ไม่พบปัญหาสถานที่จัดเก็บยาไม่เพียงพอ ด้านประสิทธิภาพการบริหารเวชภัณฑ์ เมื่อทำการเปรียบเทียบก่อนและหลังด้วยสถิติ paired t-test พบว่าหลังการพัฒนา มูลค่ายาคงคลังเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) = 75.80 ± 2.26 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 5.37) แตกต่างจากก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) อัตราหมุนเวียนยา ± SD = 0.89 ± 0.05 และระยะเวลายาคงคลังเฉลี่ย ± SD = 22.00 ± 1.48 เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย ร้อยละของมูลค่ายาไม่เคลื่อนไหว ± SD = 0.97 ± 1.48 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์เป้าหมาย</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การวิจัยนี้ได้นำ data visualization มาใช้ในการจัดการเวชภัณฑ์คงคลัง ทำให้พื้นที่จัดเก็บเวชภัณฑ์เพียงพอแตกต่างจากก่อนดำเนินการพัฒนา โดยประสิทธิภาพการบริหารเวชภัณฑ์เป็นไปตามตัวชี้วัด</p> กัญญชนก จรูญศักดิ์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 340 351 การพัฒนาระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่าย โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดยใช้แนวคิดลีนและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17079 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> ปัจจุบันแม้กระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดมาตรฐานและมีโปรแกรมสนับสนุนการบริหารคลังเวชภัณฑ์ แต่หน่วยบริการปฐมภูมิของเครือข่ายโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ยังพบปัญหาความหลากหลายของโปรแกรมที่ใช้ การทำงานที่ไม่เชื่อมโยงกัน เกิดความซ้ำซ้อน และเสี่ยงต่อความผิดพลาด แนวคิดลีนจึงถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการปฐมภูมิของเครือข่ายโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการศึกษาตั้งแต่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็น 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการด้านบริหารเวชภัณฑ์ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกเภสัชกรและเจ้าพนักงานเภสัชกรรมที่รับผิดชอบ 2) พัฒนาระบบบริหารเวชภัณฑ์โดยนำแนวคิดลีนและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ 3) ประเมินประสิทธิผล โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ตัวชี้วัด มูลค่าการจ่าย มูลค่าการสำรองคงคลัง และอัตราการสำรองคลังก่อนและหลังการพัฒนา โดยใช้สถิติ paired t-test ด้วยโปรแกรม Stata version 16</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การพัฒนาระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายฯ มีประสิทธิผลด้านมูลค่าการจ่ายยา มูลค่าการสำรองคงคลัง และอัตราการสำรองยาที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของแต่ละหน่วยบริการ โดยมี 7 หน่วยบริการ ที่มูลค่าการจ่ายเวชภัณฑ์ลดลงหลังการพัฒนา มีเพียงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านคลอง ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) สำหรับมูลค่าการสำรองคงคลัง พบว่าศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง (ศสม.) อรัญญิก รพ.สต.ไผ่ขอดอน และ รพ.สต.จอมทอง มีมูลค่าคงคลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) ส่วนอัตราการสำรองคลัง พบว่าไม่มีหน่วยบริการใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นโดยการนำแนวคิดลีนมาใช้ร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถลดขั้นตอน ลดระยะเวลาการทำงานได้ เพิ่มความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการเบิกจ่ายและการสำรอง ผลลัพธ์ด้านมูลค่าการจ่าย และมูลค่าการสำรองคงคลัง ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันแต่ละแห่ง แต่มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน</p> วิลาวัลย์ อัธยาจิรกูล สาลินี ภักดีอาษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 352 362 ผลของการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลในระบบการส่งมอบยาถึงบ้านเฮลท์ไรเดอร์ ณ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16777 <p class="Style1"><strong><span lang="TH">ความเป็นมา:</span></strong><span lang="TH"> ระบบการส่งมอบยาถึงบ้านเฮลท์ไรเดอร์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานการส่งมอบยา จึงมีการประเมินความร่วมมือในการใช้ยาและความพึงพอใจของการรับบริการรูปแบบนี้</span></p> <p class="Style1"><strong><span lang="TH">วัตถุประสงค์:</span></strong><span lang="TH"> เพื่อประเมินความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยที่รับบริการส่งมอบยาถึงบ้านเฮลท์ไรเดอร์ และความพึงพอใจในการรับบริการ</span></p> <p class="Style1"><strong><span lang="TH">วิธีวิจัย:</span></strong><span lang="TH"> การศึกษาเชิงพรรณนาโดยเก็บข้อมูลแบบไปข้างหน้าตั้งแต่ </span>1<span lang="TH"> พฤศจิกายน ถึง </span>31<span lang="TH"> ธันวาคม พ.ศ. </span>2567 <span lang="TH">โดยใช้แบบประเมินวัดความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทย (</span>MAST<span lang="TH">) และแบบประเมินความพึงพอใจในการรับบริการจัดส่งมอบยาถึงบ้าน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำนวน 97 ราย จาก 22 คลินิก ผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์และการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</span></p> <p class="Style1"><strong><span lang="TH">ผลการวิจัย:</span></strong><span lang="TH"> ผู้ป่วยเพศชายจำนวน </span>42 <span lang="TH">คน (ร้อยละ </span>43<span lang="TH">.</span>30<span lang="TH">) และเพศหญิงจำนวน </span>55 <span lang="TH">คน (ร้อยละ </span>56<span lang="TH">.</span>70<span lang="TH">) อายุเฉลี่ย </span>54<span lang="TH">.</span>06±16<span lang="TH">.</span>61 <span lang="TH">ปี เป็นผู้ป่วยจากคลินิกอายุรกรรมมากที่สุด จำนวน </span>32 <span lang="TH">คน (ร้อยละ </span>32<span lang="TH">.</span>99<span lang="TH">) โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ </span>81<span lang="TH">.</span>40<span lang="TH">) มีคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ย </span>36<span lang="TH">.</span>49 ±3<span lang="TH">.</span>87<span lang="TH"> จากคะแนนเต็ม 40 ส่วนระดับความพึงพอใจในการรับบริการมากที่สุด ร้อยละ 90.69 เท่ากัน 3 หัวข้อ คือการส่งยาทำให้มีความสะดวกรวดเร็วในการส่งยาถึงบ้าน คุณภาพยาที่ได้รับ ความถูกต้องของยา/ฉลากยาและจำนวนที่ได้รับ มีคะแนนเฉลี่ย </span>4<span lang="TH">.</span>91<span lang="TH"> จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน</span></p> <p class="Style1"><strong><span lang="TH">สรุปผล:</span></strong><span lang="TH"> การให้บริการเภสัชกรรมทางไกลในระบบการส่งมอบยาถึงบ้านเฮลท์ไรเดอร์ มีส่วนสำคัญในการติดตามการใช้ยา มีความร่วมมือในการใช้ยาอยู่ในระดับดี และทำให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจระดับมากที่สุดในทุกด้านที่ประเมิน</span></p> ณัฏฐิรา ขาวละมัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 31 3 363 374