เภสัชกรรมคลินิก https://thaidj.org/index.php/TJCP <p>สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยกองบริหารการสาธารณสุขได้จัดทำวารสารเภสัชกรรมคลินิก (Clinical Pharmacy Journal) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้าน เภสัชกรรมคลินิก เภสัชกรรมโรงพยาบาลและเภสัชสาธารณสุข ของเภสัชกรกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่าง ๆ และเป็นสื่อกลางในการนำเสนอบทความวิชาการด้านเภสัชกรรมคลินิกและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 จนถึงปี 2559 (Print ISSN 0858-8538) ในวารสารปีที่ 23 ได้ปรับปรุงรูปแบบวารสารใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยการปรับเป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online ISSN 2673-0162) ฉบับปีที่ 27 ได้เปลี่ยนชื่อวารสารเป็น Thai Journal of Clinical Pharmacy (Online ISSN 2774-0625) กำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน; ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม; ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p>-----------------------------------------------------------------------------------</p> <p>ขอเชิญชวนส่งบทความ online เพื่อลงในวารสารเภสัชกรรมคลินิก <strong>โปรดอ่านรายละเอียด</strong> หรือ download คู่มือและคำแนะนำได้จาก side bar ด้านข้างขวามือของหน้าเว็บไซต์ หัวข้อ "<strong>คู่มือ และ คำแนะนำ</strong>"</p> <p><strong>ขั้นตอนดำเนินการหลังจากส่งบทความ</strong></p> <ol> <li>ระบบวารสารออนไลน์จะส่งอีเมลอัตโนมัติ แจ้งขอบคุณที่ท่านได้ส่งต้นฉบับบทความมายังวารสาร</li> <li>บรรณาธิการ จะส่งอีเมลตอบรับที่จะพิจารณาบทความของท่าน ผ่านกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์ซึ่งอาจจะให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทความเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินบทความ พร้อมทั้งแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารของชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข สำหรับการโอนชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ<br />ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ ประกอบด้วย ค่าตอบแทนการประเมินบทความ ค่าจัดหน้าตีพิมพ์บทความ รวมทั้งสิ้น 3,000 บาท ต่อบทความ</li> <li>เมื่อผู้นิพนธ์ได้รับแจ้งตอบรับจากบรรณาธิการแล้ว โปรดดำเนินการปรับปรุงบทความเบื้องต้น (ถ้ามี) ชำระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ และส่งสลิปการโอนเงิน ผ่านทางกระทู้ของระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการส่งบทความของท่านให้ผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการประเมินบทความโดยปกปิดชื่อผู้นิพนธ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li> <li>บรรณาธิการแจ้งผลประเมินบทความให้ท่านได้รับทราบ และดำเนินการแก้ไข และผู้นิพนธ์ส่งบทความที่แก้ไขแล้วให้บรรณาธิการวารสาร โดยระบบวารสารออนไลน์</li> <li>บรรณาธิการวารสารส่งบทความที่แก้ไขให้กับผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาอีกครั้ง หรือส่งจัดหน้าตีพิมพ์ (ตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ)</li> </ol> th-TH <p> ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมคลินิกทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตาราง ของบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารเภสัชกรรมคลินิกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร<br /> กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ต่อได้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอน (Creative Commons License: CC) โดย ต้องแสดงที่มาจากวารสาร – ไม่ใช้เพื่อการค้า – ห้ามแก้ไขดัดแปลง, Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)<br /> ข้อความที่ปรากฏในบทความในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรในกองฯ หรือ ชมรมฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง ตลอดจนความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความเป็นของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ</p> wannapornk2013@gmail.com (วรรณพร วัฒนะวงษ์) wtsomchai@gmail.com (Somchai Wongthangprasert) Wed, 08 Apr 2026 16:59:19 +0700 OJS 3.2.1.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ทบทวนเครื่องมือในการประเมินการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17295 <p>ผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามและได้รับการดูแลแบบประคับประคอง มักมีภาวะโรคร่วมหลายโรคและจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับยา บทความปริทัศน์นี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย โดยสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ ได้แก่ PubMed, Scopus และ Web of Science ครอบคลุมบทความที่ตีพิมพ์ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยคัดเลือกงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมในผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โดยครอบคลุมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในผู้สูงอายุทั่วไป ได้แก่ Beers criteria, STOPP/START criteria และ Medication Appropriateness Index รวมถึงเครื่องมือที่มีความจำเพาะต่อผู้ป่วยระยะท้าย ได้แก่ STOPPFrail และ OncPal</p> <p>หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิก พบว่าเครื่องมือทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุมีข้อจำกัดเมื่อนำมาใช้ในผู้ป่วยแบบประคับประคอง เนื่องจากไม่สามารถสะท้อนเป้าหมายการรักษาที่มุ่งเน้นการบรรเทาอาการและคุณภาพชีวิต ในขณะที่เครื่องมือเฉพาะกลุ่มสามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจหยุดยาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ลดภาระการใช้ยา (pill burden) และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโดยไม่ส่งผลเสียต่อผลลัพธ์ทางคลินิก การเลือกใช้เครื่องมือควรพิจารณาให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วย อายุขัยที่คาดการณ์ และเป้าหมายการดูแลรักษา</p> <p>เภสัชกรคลินิกมีบทบาทสำคัญในการทบทวนรายการยาอย่างครอบคลุม การประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินที่ผ่านการตรวจสอบร่วมกับดุลยพินิจทางคลินิก และการส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันกับทีมสหวิชาชีพ ผู้ป่วย และผู้ดูแล เพื่อเพิ่มความเหมาะสมของการใช้ยา เสริมสร้างความปลอดภัย และสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในการดูแลแบบประคับประคองในยุคปัจจุบัน</p> ธัญญารัตน์ อริยเมธปรีชา, รัชชาเกียรติ์ ศรีสุระพล, สุภิญญา ตันตาปกุล, สุธาร จันทะวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17295 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อเนื่องที่บ้านในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง เครือข่ายบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลหาดใหญ่ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16943 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: ผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองที่ได้รับการดูแลที่บ้านมีความจำเป็นต้องได้รับการจัดการยาและการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันยังขาดรูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อเนื่องที่บ้านในบริบทของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อเนื่องที่บ้าน</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย 2 ระยะ (1) การพัฒนารูปแบบการดูแลผ่านการสนทนากลุ่ม โดยใช้กรอบแนวคิด 6 เสาหลักสุขภาพ และ (2) การประเมินผลการนำรูปแบบไปใช้ในผู้ป่วยระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนการเปรียบเทียบอาการรบกวนก่อนและหลังการมีส่วนร่วมของเภสัชกรใช้ paired t-test หรือ Wilcoxon signed-rank test ตามลักษณะการกระจายของข้อมูล ส่วนความพึงพอใจวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อนและหลังด้วย paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: รูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการดูแลผู้ป่วยนอกเวลาทำการ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดการอาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยอาการปวด อาการหายใจลำบากและเสียงครืดคราดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเส้นทางการใช้ยา strong opioids ให้เหมาะสมกับสภาวะผู้ป่วยมากขึ้น และคะแนนความพึงพอใจผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.38 <u>+</u> 0.55 เป็น 4.81 ± 0.28 (<em>p</em>-value &lt; 0.001) ในขณะที่ความพึงพอใจของทีมผู้ให้บริการเพิ่มจาก 4.14 ± 0.34 เป็น 4.41 ± 0.57 (<em>p</em>-value &gt; 0.05) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การบูรณาการเภสัชกรปฐมภูมิเข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองที่บ้านผ่านระบบโทรเวชกรรม มีศักยภาพในการปรับปรุงผลลัพธ์ด้านการจัดการอาการ ความปลอดภัยด้านยา และความต่อเนื่องของการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย</p> สุจิรา เมฆตรง, ภาเอื้ออันน์ สิรินทรโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16943 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการคัดกรองเพื่อวิเคราะห์ใบสั่งยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนางรอง https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17284 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: ในปี พ.ศ. 2567 ห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนางรอง พบความคลาดเคลื่อนทางยาระดับ D จำนวน 52 ครั้ง ระดับ E จำนวน 4 ครั้ง และระดับ F จำนวน 15 ครั้ง จากใบสั่งยาผู้ป่วยในจำนวน 321,598 ใบสั่งยา จึงมีการประชุมปรึกษาหาแนวทางในการดักจับความคลาดเคลื่อนทางยาเพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองวิเคราะห์ใบสั่งยา การป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา โดยใช้หลักการในคู่มือนำมาตรฐานสู่การปฏิบัติตอนที่ 2 SPA Part II สำหรับมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพฉบับที่ 5 (2565) และนำโปรแกรม PharMS มาใช้ในการช่วยคัดกรองและวิเคราะห์ใบสั่งยา เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาในการรักษาผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาระบบการคัดกรองวิเคราะห์ใบสั่งยาผู้ป่วยใน และประเมินอัตราและระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาที่ตรวจจับได้ก่อนและหลังพัฒนาระบบ</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong>: การศึกษาเชิงปฏิบัติการ เก็บข้อมูล 3 ระยะ ระยะที่ 1 ก่อนการพัฒนาเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ระยะที่ 2 ทดลองระบบเดือนมีนาคม - เมษายน พ.ศ. 2568 และระยะที่ 3 หลังพัฒนาระบบเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2568 จากใบสั่งยาผู้ป่วยในโรงพยาบาลนางรอง จำนวน 148,318 วันนอน ใช้สถิติพรรณนา และ independent chi-square ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: เภสัชกรสามารถตรวจจับความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาเพิ่มขึ้น 2.98 เท่าจาก 4.44 ครั้งต่อ 1,000 วันนอนในช่วงก่อนพัฒนาระบบเป็น 13.21 ครั้งต่อ 1,000 วันนอนหลังพัฒนาระบบ สำหรับระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value &lt; 0.001) จากก่อนพัฒนาระบบพบระดับความรุนแรง E - F จำนวน 6 ครั้ง เป็นหลังจากพัฒนาระบบ จำนวน 0 ครั้ง</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การพัฒนาระบบการคัดกรองวิเคราะห์ใบสั่งยาสามารถช่วยดักจับความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยาได้เพิ่มขึ้น และลดความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนจากการสั่งใช้ยา ส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา รวมทั้งช่วยให้เภสัชกรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> นฤมล ขันเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17284 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาของผู้ป่วยในเพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยา https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17334 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>ความคลาดเคลื่อนทางยาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายและเสียชีวิต สามารถพบได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการใช้ยา โดยเฉพาะการสั่งใช้ยาเป็นขั้นตอนที่พบอุบัติการณ์สูงที่สุด ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาที่เกี่ยวข้องกับงานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยใน และศึกษาผลของการพัฒนาที่มีต่ออัตรา ประเภท และระดับความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา</p> <p><strong>วิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาของผู้ป่วยใน ระยะที่ 2 การดำเนินการตามระบบที่พัฒนาขึ้น และระยะที่ 3 การรวบรวมและวิเคราะห์ผลหลังการพัฒนาระบบ ทำการศึกษาในงานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยใน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2567– 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการพัฒนาระบบ โดยใช้ chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังการพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยาของผู้ป่วยใน พบอัตราความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยาที่ดักจับได้ เพิ่มขึ้นจาก 14.83 เป็น 18.91 ครั้งต่อ 1,000 วันนอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) อัตราความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยารุนแรงระดับ C ขึ้นไป ลดลงจากร้อยละ 10.93 เป็นร้อยละ 8.24 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05) และไม่พบความรุนแรงในระดับ D และ E ประเภทความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาที่พบ 3 อันดับแรก ได้แก่ ผิดขนาด/วิธีใช้ ไม่ปรับ/ปรับขนาดยาตามค่าตับ/ไตไม่เหมาะสม และชนิดยาซ้ำซ้อน</p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong>การพัฒนาระบบคัดกรองคำสั่งใช้ยา โดยกำหนดให้เภสัชกรคัดกรองเป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการจ่ายยา และสร้างเกณฑ์การคัดกรองมาตรฐาน ช่วยดักจับความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาได้เพิ่มขึ้น ลดอัตราและความรุนแรงของความคลาดเคลื่อนทางยา และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย</p> วรลักษณ์ สุระดม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17334 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการเทียบประสานรายการยา โดยใช้ระบบ IPD paperless โรงพยาบาลไทรน้อย https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17273 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> การปรับเปลี่ยนวิธีการเทียบประสานรายการยาแบบกระดาษมาเป็นระบบการทำงานแบบไร้กระดาษสำหรับผู้ป่วยใน (IPD paperless) ยังเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยามากขึ้น และการดำเนินการที่ล่าช้า</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลการเทียบประสานรายการยา และศึกษาปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไขของการเทียบประสานรายการยา โดยใช้ระบบ IPD paperless</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยหาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ วิชาชีพละ 2 คน รวมทั้งหมด 6 คน และการวิจัยเชิงปริมาณโดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการปรับปรุงได้แก่ ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา ใช้สถิติ chi-square test และระยะเวลาที่ใช้เปรียบเทียบรายการยา ใช้สถิติ Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> จากปัญหาที่พบได้กำหนดแนวทางแก้ไข ดังนี้ 1) เพิ่มวิธีการให้รายการยาที่ต้องการเปรียบเทียบอยู่ในหน้าเดียวกัน 2) จัดทำระบบแจ้งเตือนแพทย์ให้ทบทวนรายการยาเดิมผู้ป่วย 3) แก้ไขแบบบันทึกให้มีรายละเอียดครบถ้วน 4) กำหนดแนวทางการซักประวัติและการเทียบประสานรายการยา การเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการปรับปรุง พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานวิจัยก่อนและหลังการปรับปรุง จำนวน 548 ราย และ 558 รายตามลำดับ ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาลดลงจากร้อยละ 8.39 เป็นร้อยละ 4.84 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.017) ร้อยละของผู้ป่วยได้รับการเปรียบเทียบรายการยาภายใน 24 ชั่วโมงของการแรกรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.36 เป็นร้อยละ 86.02 และระยะเวลาที่ใช้เปรียบเทียบรายการยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001)</p> <p><strong>สรุปผล </strong>การปรับปรุงการเทียบประสานรายการยาโดยใช้ระบบ IPD paperless สามารถลดความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาได้ และการจัดทำแบบบันทึกการเทียบประสานยาที่รวดเร็วร่วมกับมีระบบการแจ้งเตือนแพทย์ สามารถทำให้การเทียบประสานรายการยารวดเร็วขึ้น</p> สิทธิพร สุทธิทวีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17273 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะในโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน: การศึกษาย้อนหลังแบบมีกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ ของโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดตาก https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17134 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>ผู้ป่วยประชากรข้ามชาติอาจเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะและความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะในโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โดยเฉพาะในบริบทของโรงพยาบาลรัฐในพื้นที่ชายแดน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะ และเพื่อเปรียบเทียบการได้รับยาปฏิชีวนะและความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะในโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันระหว่างผู้ป่วยประชากรข้ามชาติและผู้ป่วยชาวไทย ในโรงพยาบาลรัฐของจังหวัดตาก</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> การศึกษาย้อนหลังแบบ case control จากข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ผู้ป่วยนอก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 3,538 คน ประกอบด้วยผู้ป่วยประชากรข้ามชาติและผู้ป่วยชาวไทยกลุ่มละ 1,769 คน ซึ่งได้จากการจับคู่ด้วยเพศและอายุ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะด้วยสถิติถดถอยโลจิสติกส์ และวิเคราะห์ความแตกต่างของการได้รับยาปฏิชีวนะและความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะด้วย chi square test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ผู้ป่วยประชากรข้ามชาติ (adjusted odds ratio (OR) = 1.696; 95% CI: 1.481–1.942) โรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ติดชายแดน (OR = 2.061; 95% CI: 1.398–3.041) อุณหภูมิร่างกาย &gt; 39.5 องศาเซลเซียส (OR = 4.751; 95% CI: 2.550–8.853) และลักษณะอุจจาระแบบปนมูกเลือด (OR = 3.692; 95% CI: 2.448–5.381) เมื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะ พบว่ากลุ่มผู้ป่วยชาวไทยมีร้อยละการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยประชากรข้ามชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ผู้ป่วยประชากรข้ามชาติ พื้นที่ตั้งโรงพยาบาลในเขตชายแดน อุณหภูมิร่างกายที่สูง และลักษณะอุจจาระแบบปนมูกเลือด เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาปฏิชีวนะในโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน และผู้ป่วยชาวไทยมีความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะสูงกว่าผู้ป่วยประชากรข้ามชาติ</p> ปวีณา ปานท้วม, บุญศักดิ์ อ่อนลิ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17134 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของการเตรียม alteplase โดยเภสัชกร ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน โรงพยาบาลแม่จัน https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17308 <p><strong>ที่มาและความสำคัญ:</strong> โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันมีอุบัติการณ์และอัตราตายสูงขึ้น ปัจจุบัน alteplase เป็นยามาตรฐานหลักในการรักษา โดยเภสัชกรของโรงพยาบาลแม่จันมีบทบาทสำคัญในการเตรียมและคำนวณขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการได้รับ alteplase ที่เตรียมโดยเภสัชกร เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ alteplase ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลแม่จัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> รูปแบบการศึกษาเชิงสังเกตจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์แบบย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564 ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ alteplase จำนวน 129 ราย และกลุ่มที่ไม่ได้รับ alteplase จำนวน 408 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มที่ได้รับ alteplase มีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี (Barthel index (BI) ≥ 12 คะแนน) ภายใน 180 วัน ไม่ต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้รับยา (aRD 0.018; 95% CI: -0.056 to 0.092, <em>p-</em>value = 0.639) แต่กลุ่มที่ได้รับ alteplase มีภาวะพิการติดเตียง (BI ≤ 4 คะแนน) น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาร้อยละ 2.7 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (aRD -0.027; 95% CI: -0.050 to -0.003, <em>p-</em>value = 0.026) ด้านความปลอดภัย พบว่าอุบัติการณ์เลือดออกในสมองภายใน 24 ชั่วโมง และอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุภายใน 90 วันของทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกัน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีความรุนแรงของโรคระดับปานกลางสามารถลดภาวะพิการติดเตียงหลังได้รับ alteplase ที่เตรียมโดยเภสัชกรภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ณ โรงพยาบาลแม่จัน</p> ธนัตชัย แก้วปานัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17308 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อการควบคุมโรคและการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17226 <p><strong>ความเป็นมา<em>:</em></strong> การควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ดีเป็นปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับยาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซึ่งอาจเกิดช่องว่างในการติดตามและแก้ไขปัญหาจากการใช้ยา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมแบบไร้รอยต่อ ต่อการควบคุมโรคและการกลับเข้ารักษาแบบผู้ป่วยในในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้</p> <p><strong>วิธีวิจัย<em>:</em></strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดวัดผลก่อน-หลังในกลุ่มเดียว (one-group pretest–posttest) โดยเก็บข้อมูลแบบไปข้างหน้า (prospective study) เพื่อประเมินผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการควบคุมโรคและการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมโรคไม่ได้</p> <p><strong>ผลการวิจัย<em>:</em></strong> พบว่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (hemoglobin A1c; HbA1c) ลดลงจากร้อยละ 8.51 ± 1.17 เป็น 7.32 ± 1.01 (<em>p</em>-value &lt; 0.0001) ความดันโลหิต systolic ลดลงจาก 142.92 ± 9.30 เป็น 130.03 ± 10.72 mmHg (<em>p</em>-value &lt; 0.001) และ diastolic ลดลงจาก 76.98 ± 9.10 เป็น 70.42 ± 8.11 mmHg (<em>p</em>-value &lt; 0.001) ระดับ total cholesterol ลดลงจาก 182.53 ± 46.14 เป็น 165.68 ± 30.67 mg/dL (<em>p</em>-value = 0.003) และ low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C) ลดลงจาก 100.85 ± 27.90 เป็น 88.36 ± 22.82 mg/dL (<em>p</em>-value = 0.001) ระดับ fasting plasma glucose (FPG) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามช่วงเวลา (<em>p</em>-value &lt; 0.001) การกลับเข้ารักษาแบบผู้ป่วยในจากภาวะน้ำตาลผิดปกติลดลงจาก 15 ครั้ง (14 ราย; ร้อยละ 21.20) ในช่วง 12 เดือนก่อนการศึกษา เหลือ 1 ครั้ง (1 ราย; ร้อยละ 1.52) หลังการศึกษา พบปัญหาจากการใช้ยา 136 เหตุการณ์ แก้ไขได้ทั้งหมดหรือบางส่วนร้อยละ 69.85 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อบริการในระดับมากที่สุด (4.81 ± 0.32) โดยหัวข้อที่ได้คะแนนสูงสุดคือการช่วยเหลือทันทีเมื่อมีปัญหา</p> <p><strong>สรุปผล<em>:</em></strong> การบริบาลทางเภสัชกรรมแบบไร้รอยต่อช่วยปรับปรุงการควบคุมโรคและลดการกลับเข้ารักษาแบบผู้ป่วยในได้อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก</p> สุธน ทำนองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17226 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการพัฒนาระบบการเตรียมยาปราศจากเชื้อสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายแบบรวมศูนย์ ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17344 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> การเตรียมยาปราศจากเชื้อสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิต้องมีการบริหารจัดการที่ดี การดำเนินงานที่ผ่านมาพบปัญหาความปลอดภัยและคุณภาพของยา กลุ่มงานเภสัชกรรมจึงได้พัฒนาระบบการเตรียมยาปราศจากเชื้อสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายแบบรวมศูนย์ขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ศึกษาสถานการณ์ พัฒนาระบบ และประสิทธิผลของระบบเตรียมยาปราศจากเชื้อสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายแบบรวมศูนย์ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ</p> <p><strong>วิธีการวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนาที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ดำเนินการ 3 ขั้นตอน 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหา โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากปีงบประมาณ 2562-2567 2) พัฒนาระบบเตรียมยาแบบรวมศูนย์ และนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น 3) ประเมินประสิทธิผลระบบที่พัฒนาขึ้นก่อนการพัฒนาปีงบประมาณ 2564 และหลังการพัฒนาระบบปีงบประมาณ 2567 โดยเน้นที่ระยะเวลารอคอยยา มูลค่าต้นทุน และความคลาดเคลื่อนทางยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เชิงอนุมานและวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>(1) สถานการณ์และปัญหา กระบวนการเตรียมยาซับซ้อน ไม่เป็นระบบ ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล มีความผิดพลาด (2) พัฒนาระบบเตรียมยาปราศจากเชื้อแบบรวมศูนย์ ได้แก่ ระบบคำนวณอัตโนมัติ แจ้งเตือน และเก็บข้อมูลแบบศูนย์กลาง (3) ประเมินประสิทธิผลระบบ พบว่า 1) การเปรียบเทียบผลลัพธ์หลังการพัฒนาระบบ: การเตรียมยาเคมีบำบัดระยะเวลารอคอยลดลง 48.95 นาที (ร้อยละ 56.4) และสารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำลดลง 6.24 นาที (ร้อยละ 46.3) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001) 2) การประหยัดต้นทุน: มูลค่าต้นทุนที่ประหยัดได้เฉลี่ยต่อปี ยาเคมีบำบัด 28.50 ล้านบาท IV admixture 13.84 ล้านบาท และ TPN 3.45 ล้านบาท 3) ความคลาดเคลื่อนทางยาจากการสั่งใช้ยา: ยาเคมีบำบัดลดลงร้อยละ 18.78 IV admixture ลดลงร้อยละ 32.35 และ TPN ลดลงร้อยละ 22.79 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การพัฒนาระบบนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการยาของโรงพยาบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม ลดความคลาดเคลื่อนทางยา เพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างมาตรฐานการดำเนินงานตามหลักสากล</p> จินตนา ตั้งสิชฌนกุล, ธีราพร ฦาชา, พิมพิอร พันธุรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/17344 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้และความคาดหวังของพยาบาลต่อบทบาทหน้าที่ของเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยในประเทศไทย: การวิจัยเชิงสำรวจระดับประเทศ https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16875 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> เภสัชกรประจำหอผู้ป่วยเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพทางการแพทย์ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับพยาบาล จึงจำเป็นต้องศึกษาการรับรู้และความคาดหวังของพยาบาลต่อการทำงานร่วมกับเภสัชกรประจำหอผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาบทบาทของเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยให้ชัดเจนมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการรับรู้และความคาดหวังของพยาบาลที่มีต่อบทบาทหน้าที่เภสัชกรประจำหอผู้ป่วยในประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีวิจัย:</strong> การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลจากพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาล ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ที่ประกอบด้วยคำถามปลายปิด และคำถามปลายเปิด โดยข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานเป็นความถี่และร้อยละ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามกับการรับรู้บทบาทหน้าที่ของเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยใช้การทดสอบ chi-square หรือ Fisher’s exact ส่วนความคาดหวังวัดโดยแบ่งระดับความคาดหวังออกเป็น 5 ระดับตามมาตรวัด Likert คะแนนเฉลี่ยของความคาดหวังในแต่ละประเภทใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบคะแนนความคาดหวังในแต่ละด้านโดยจำแนกตามประเภทสถานพยาบาลใช้การทดสอบ Kruskal-Wallis โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 461 คน บทบาทของเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยที่มีการรับรู้มากที่สุด คือ การประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาของผู้ป่วย (ร้อยละ 88.1) ส่วนบทบาทของเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยที่พยาบาลความหวังมากที่สุด ได้แก่ สามารถให้ความรู้ และแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยา รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับโรคของผู้ป่วยขณะนอนรักษาตัวอยู่บนหอผู้ป่วยและก่อนถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล โดยมีระดับความคาดหวังมากที่สุดร้อยละ 72.7 อีกทั้งพยาบาลส่วนใหญ่ต้องการให้มีเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> พยาบาลส่วนใหญ่มีการรับรู้บทบาทหน้าที่เภสัชกรประจำหอผู้ป่วยและความคาดหวังต่อบทบาทหน้าที่เภสัชกรประจำหอผู้ป่วยระดับคาดหวังมากที่สุดในบทบาททุกด้าน และมีความต้องการให้มีเภสัชกรประจำหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล</p> สิทธิพงค์ จงไกรจักร, ธนะวิชช์ ปานน้อย, ธนวัฒน์ หนูราช, ทศพล เล็กพุ่ม, ณัฎฐาพร ดวงสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ชมรมเภสัชกรโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/TJCP/article/view/16875 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700