https://thaidj.org/index.php/jpph/issue/feed (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences 2026-07-31T12:00:36+07:00 ผศ.(พิเศษ)พญ.ปาริชาติ นิยมทอง pniyomthong@yahoo.com Open Journal Systems <p>เป็นวารสารวิชาการทางด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ทางคลินิก และสาธารณสุขและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นสื่อกลางเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความคิดผลงานวิชาการระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกได้แก่ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความปริทัศน์ รายงานผู้ป่วย บทความพิเศษ เป็นต้น</p> <p> </p> https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17283 การประยุกต์ใช้รูปแบบการปรับตัวของรอยกับการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกสันหลัง: กรณีศึกษา 2026-03-20T08:49:48+07:00 ศุภชัย ใจอ้าย suphachai_jai-ai@hotmail.com เอกนรินทร์ อ้อยงาม suphachai_jai-ai@hotmail.com <p> การผ่าตัดกระดูกสันหลังถือเป็นภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งในมิติด้านร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยจึงประยุกต์ใช้รูปแบบการปรับตัวของรอยเป็นกรอบแนวคิด เพื่อให้พยาบาลสามารถประเมินและส่งเสริมกลไก การเผชิญปัญหาผ่านพฤติกรรมการปรับตัวทั้ง 4 ด้าน ได้อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอตัวอย่างการดูแลผู้ป่วยด้วยแนวคิดรูปแบบการปรับตัวของรอย ในผู้ป่วยหญิงอายุ 71 ปี ที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง</p> <p> จากการประเมินพฤติกรรมและวิเคราะห์สิ่งเร้าตามแนวคิดของรอย พบข้อบกพร่องในการปรับตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพครอบคลุม 3 ระยะของการดูแล คือ 1) ระยะก่อนระงับความรู้สึก ผู้ป่วยมีความบกพร่องด้านอัตมโนทัศน์และบทบาทหน้าที่อันเนื่องมาจากสภาวะขาดความรู้เกี่ยวกับกระบวนการรักษา ผู้วิจัยจึงจัดการสิ่งเร้า โดยการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อม เพื่อปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกับสภาวะจริง 2) ระยะขณะระงับความรู้สึก พบความท้าทายด้านสรีรวิทยาจากความเสี่ยงในการสูญเสียเลือดปริมาณมากและอันตรายจากการจัดท่าผ่าตัดนอนคว่ำ วิสัญญีพยาบาลจึงทำหน้าที่เป็นกลไกปกป้องเพื่อรักษาสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตและเฝ้าระวังป้องกันสิ่งเร้าจากแรงกดทับอย่างใกล้ชิด และ 3) ระยะหลังการระงับความรู้สึก ร่างกายมีความบกพร่องในการจัดการความปวดและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การพยาบาลมุ่งเน้นการกำจัดสิ่งเร้าควบคู่กับการส่งเสริมกลไก การรู้คิดผ่านเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ รวมถึงกระตุ้นการปรับตัวด้านการพึ่งพาระหว่างกัน โดยการให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการประคับประคองเพื่อเสริมสร้างพลังใจ</p> <p>การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาล 6 ขั้นตอนของรอย ช่วยให้วิสัญญีพยาบาลสามารถวิเคราะห์สิ่งเร้าที่เป็นต้นเหตุและจัดการปัญหาการปรับตัวของผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบการปรับตัวของรอย, วิสัญญีพยาบาล, ผ่าตัดกระดูกสันหลัง</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17252 แนวทางการวินิจฉัยภาวะเลือดเป็นกรดจากเมทฟอร์มิน (MALA) โดยไม่พึ่งการตรวจระดับยา: ทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2026-04-01T14:46:06+07:00 ธราณี สิริชยานุกูล taranee034mu@yahoo.com <p> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเมทฟอร์มินเป็นยาลำดับแรกที่ได้รับการแนะนำอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลและมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม ภาวะเลือดเป็นกรดจากเมทฟอร์มิน (Metformin-Associated Lactic Acidosis; MALA) แม้จะพบไม่บ่อย แต่เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง การวินิจฉัย MALA ในเวชปฏิบัติจริงมีความท้าทาย เนื่องจากอาการทางคลินิกไม่จำเพาะ และมักเกิดร่วมกับโรคร่วมหรือปัจจัยทางระบบอื่นที่สามารถก่อให้เกิด lactic acidosis ได้โดยอิสระจากเมทฟอร์มิน</p> <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกลไกการเกิด lactic acidosis ที่สัมพันธ์กับการใช้เมทฟอร์มิน แนวคิดในการจำแนกภาวะ MALA ตามกรอบ MILA–MALA–MULA รวมถึงความแตกต่างระหว่าง Type A และ Type B lactic acidosis พร้อมทั้งอภิปรายความท้าทายในการวินิจฉัยในบริบทของเวชปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินและระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย เนื้อหาครอบคลุมเกณฑ์การวินิจฉัยทางชีวเคมี บทบาทของระดับเมทฟอร์มินในเลือด ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและพันธุกรรม ตลอดจนบทบาทของเภสัชกรในการประเมินความเป็นเหตุเป็นผลของยาและการรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยา โดยใช้เครื่องมือมาตรฐาน เช่น WHO-UMC system และ Naranjo ADR Probability Scale</p> <p> จากการทบทวนพบว่า ระดับเมทฟอร์มินในเลือดไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้ขาดในการวินิจฉัย MALA ได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีความแปรปรวนระหว่างบุคคลสูงและไม่สัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เมทฟอร์มินมักมีบทบาทเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความรุนแรงของ lactic acidosis ร่วมกับโรคร่วมหรือภาวะทางระบบ เช่น ภาวะไตบกพร่อง การติดเชื้อรุนแรง ภาวะช็อก หรือภาวะพร่องออกซิเจน</p> <p> โดยสรุป การวินิจฉัย MALA ควรอาศัยการบูรณาการข้อมูลทางคลินิกและห้องปฏิบัติการอย่างรอบด้าน มากกว่าการพึ่งพาการตรวจระดับยาเพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงของการรักษาล่าช้า และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยเภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการประเมิน วินิจฉัย และเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้เมทฟอร์มินในระบบบริการสุขภาพ</p> <p><strong> คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เบาหวานชนิดที่ 2, เมทฟอร์มิน, ภาวะกรดแลกติก, ภาวะกรดแลกติกที่สัมพันธ์กับเมตฟอร์มิน, การเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านยา การประเมินความเป็นเหตุเป็นผล, เวชศาสตร์ฉุกเฉิน</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17221 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนและหลังการระงับความรู้สึกต่อความรู้ ความสามารถ ในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟู ภาวะแทรกซ้อน และจำนวนวันนอนของผู้ป่วยหลังผ่าตัด แบบเปิดช่องท้อง แผนกวิสัญญี โรงพยาบาลแพร่ 2026-05-05T09:02:45+07:00 อรรณนพ รัตนาประภาภรณ์ unnop.camel@gmail.com จุฬาวรี ชัยวงค์นาคพันธ์ unnop.camel@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การผ่าตัดเปิดช่องท้องภายใต้การระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ทางระบบหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้วันนอนโรงพยาบาลนานขึ้น โรงพยาบาลแพร่ยังขาดการเตรียมความพร้อมก่อนและหลังการระงับความรู้สึกอย่างเป็นระบบ การประยุกต์กรอบแนวคิด ของคิง (King) ร่วมกับแนวทาง Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) เป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมความรู้และความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรม ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และจำนวนวันนอนลง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมฯ ต่อความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟู ภาวะแทรกซ้อน และจำนวนวันนอนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง แผนกวิสัญญี โรงพยาบาลแพร่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ที่พัฒนาจากทฤษฎีของคิง ร่วมกับแนวทาง ERAS กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมฯ 2) แบบประเมินความรู้ 3) แบบสังเกตพฤติกรรม การดูแลตนเอง และ 4) แบบประเมินภาวะแทรกซ้อนและจำนวนวันนอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติพรรณนา Fisher Exact Test, Chi-square test, Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann- Whitney U Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>1) กลุ่มทดลองมีความรู้หลังได้รับโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) 2) กลุ่มทดลองมีความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) 3) กลุ่มทดลองมีภาวะแทรกซ้อน ปอดอักเสบน้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ส่วนลำไส้หยุดทำงานมีแนวโน้มน้อยกว่าแต่ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ และ 4) กลุ่มทดลองมีจำนวนวันนอนน้อยกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมฯ ช่วยเพิ่มความรู้และความสามารถในการฟื้นฟู ลดภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบ และลดจำนวนวันนอนของผู้ป่วยหลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: โปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนและหลังการระงับความรู้สึก ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟู ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด จำนวนวันนอน ผู้ป่วยหลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17037 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการความรู้ของตนเองต่อการลดภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่ 2026-03-09T10:18:08+07:00 มัทรี สันป่าแก้ว pkmatsi@gmail.com สุวรรณา สุคันธมาลา pkmatsi@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจาก มีดัชนีการรักษาที่แคบ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัยพบผู้ป่วยที่มีค่า INR นอกช่วงการรักษาสูงถึงร้อยละ 52.93 แม้จะเคยได้รับความรู้มาก่อน แต่ยังมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสม จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมการจัดการความรู้และดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาโปรแกรมการจัดการความรู้ในการดูแลตนเองของผู้ใช้ยาวาร์ฟาริน งานพยาบาลผู้ป่วยนอก เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้ยาวาร์ฟาริน งานพยาบาลผู้ป่วยนอก นำเสนอประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการความรู้ในการดูแลตนเองต่อการลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน งานพยาบาลผู้ป่วยนอก และเพื่อนำเสนอนโยบายการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยาวาร์ฟาริน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบ Participatory <em>Action Research</em> : <em>PAR</em> ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับยาวาร์ฟาริน งานพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่ จำนวน 30 ราย ระหว่างวันที่ 2 เมษายน–30 กันยายน 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>คะแนนความรู้ในการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ก่อน: 11.9±1.57, หลัง: 16.4±1.3, ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย=4.5, 95%CI=4.11-4.89), คะแนนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ก่อน: 28.9±4.24, หลัง: 38.1±2.88, ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย=9.2, 95%CI=8.20-10.06), ระดับค่า INR ปกติเพิ่มจากร้อยละ 46.7 เป็น 76.7 และภาวะเลือดออกผิดปกติลดลงจากร้อยละ 53.3 เป็น 23.3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการจัดการความรู้ของตนเองต่อการลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน งานพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่ ช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้เพิ่มขึ้นและมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับ INR ที่อยู่ในระดับปกติเพิ่มขึ้นและลดภาวะเลือดออกผิดปกติได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การจัดการความรู้ของตนเอง, ยาวาร์ฟาริน, ค่า INR, ภาวะเลือดออกผิดปกติ</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17106 ผลของการใช้แนวทางการพยาบาลแบบองค์รวมเพื่อลดความวิตกกังวลในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงที่มารับการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ โดยใช้เครื่องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเสริมงาม จังหวัดลำปาง 2026-03-19T10:51:12+07:00 จรัสศรี อกตัน pakantha50yom@gmail.com พัทธ์ธีรา ปากันทะ pakantha50yom@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก ทำให้หญิงตั้งครรภ์เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับทารกในครรภ์และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนเอง ดังนั้น การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ ประกอบกับการพยาบาลแบบองค์รวมจะช่วยลดความวิตกกังวลของหญิงตั้งครรภ์ได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังการใช้แนวทาง การพยาบาลแบบองค์รวม เพื่อลดความวิตกกังวลในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูง ที่ได้รับการเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ โดยใช้เครื่องตรวจติดตามเสียงหัวใจทารก โรงพยาบาลเสริมงาม จังหวัดลำปาง และศึกษาระดับความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์หลังการใช้แนวทางการพยาบาลฯ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับการตรวจด้วยเครื่องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress test, NST) ที่โรงพยาบาลเสริมงาม ระหว่าง 1 พฤษภาคม–30 กันยายน 2568 จำนวน 24 ราย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย บันทึกข้อมูลพื้นฐาน แบบประเมินระดับความวิตกกังวลและแบบประเมินความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> คะแนนความวิตกกังวลก่อนและหลังการใช้แนวทางการพยาบาลแบบองค์รวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยลดลง 2.4 คะแนน (p=0.014) หลังการใช้แนวทางฯ 47.9 (SD=4.75) ก่อนใช้ 50.3 (SD=3.16) ระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> แนวทางการพยาบาลแบบองค์รวมเพื่อลดความวิตกกังวลในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูง ที่มารับ การเฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ โดยใช้เครื่องตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเสริมงาม จังหวัดลำปาง ช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความพึงพอใจในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงได้ ดังนั้น พยาบาลวิชาชีพในหน่วยงานห้องฝากครรภ์หรือห้องคลอดควรนำแนวทางฯ ได้แก่ การให้ข้อมูล การสนับสนุนด้านจิตใจ และการให้ครอบครัวมีส่วนร่วม มาใช้กับหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงทุกรายที่รับการตรวจ NST เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความพึงพอใจในการรับบริการ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การพยาบาลแบบองค์รวม, หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูง, ความวิตกกังวล, เครื่องตรวจติดตามเสียงหัวใจทารก</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17280 การพัฒนาคุณภาพการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส โดยการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ โรงพยาบาลลำพูน 2026-03-11T09:16:50+07:00 ขนิษฐา สุขเสริม khanithasukserm@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินคุณภาพบริการโรงพยาบาลมีความสำคัญ เพราะทำให้โรงพยาบาลได้ข้อมูลสะท้อนจากผู้รับบริการโดยตรง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลการให้บริการตามนโยบาย ITA (Integrity and Transparency Assessment) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ และแนวทางการพัฒนาคุณภาพการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส โดยการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ โรงพยาบาลลำพูน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ คณะกรรมการ ITA จำนวน 10 คน และประชาชน จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามสำหรับผู้ใช้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิผลการให้บริการตามนโยบาย ITA มีการดำเนินงานด้านความโปร่งใส ด้านความรับผิดชอบ และการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับสูง และประสิทธิภาพการให้บริการตามนโยบาย ITA อยู่ในระดับมาก ( =3.56, SD=0.46) ด้านการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการพบว่า การมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =2.97, SD=0.24) และการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการให้บริการอยู่ในระดับปานกลาง (r=0.431, p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเสียงสะท้อนต่อคุณภาพการให้บริการตามนโยบาย ITA จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงพยาบาล ต้องมีการพัฒนารูปแบบและกลไกต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การพัฒนาคุณภาพ</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17327 การพัฒนาเครื่องมือในการทำนายการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกในผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลแพร่ 2026-03-04T11:44:45+07:00 อิทธิพัทธ์ พงษ์กายี hellodentt@gmail.com อัจฉรา รอดคง hellodentt@gmail.com กรภัทร ปุญญพัฒน์วรโชติ hellodentt@gmail.com ธานินทร์ ฉัตราภิบาล hellodentt@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ แต่ละปีมีผู้ป่วยไข้เลือดออกถึง 390 ล้านรายทั่วโลก โดยในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสมถึง 156,097ราย และเสียชีวิตถึง 175 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 0.11 สำหรับตึกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลแพร่ แม้ยังไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกแต่จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี โดยจากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปี พ.ศ. 2566 พบผู้ป่วยสะสม ต่อปี จำนวน 12, 1, 6, 73 และ 66 ราย ตามลำดับ การตรวจด้วย Dengue Duo สามารถยืนยันการวินิจฉัย แต่โรงพยาบาลแพร่ไม่สามารถตรวจ Dengue Duo นอกเวลาราชการได้ ทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า หากมีเครื่องมือทำนายการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> ค้นหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้เลือดออก และนำปัจจัยดังกล่าวมาพัฒนาเครื่องมือในการทำนายการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาภาคตัดขวางแบบย้อนหลัง ศึกษาข้อมูลในเด็กอายุ 5-15 ปี ที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลแพร่ ด้วยอาการไข้ 2-7 วัน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 ถึง 16 สิงหาคม 2567 แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Dengue Duo positive และกลุ่ม Dengue Duo negative เปรียบเทียบด้วยการวัดความสัมพันธ์เพื่อหาความแตกต่างระหว่างข้อมูลเชิงกลุ่มและสถิติอนุมานที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ปัจจัยทำนาย การวินิจฉัยไข้เลือดออกด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นเพียงตัวเดียวและหลายตัวกับตัวแปรตาม และวิเคราะห์ความสามารถของเครื่องมือด้วยพื้นที่ใต้เส้นโค้ง ROC</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ปัจจัยทำนายการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก ได้แก่ ช่วงอายุ 13-15 ปี ปริมาณเม็ดเลือดขาว <u>&lt;</u>5,000 cells/mm³ และปริมาณเกล็ดเลือด <u>&lt;</u>150,000 cells/mm³ โดยโมเดลทำนายที่ประกอบด้วย อายุ อาการทางคลินิก และผลตรวจทางโลหิตวิทยาให้ประสิทธิภาพดีที่สุด (พื้นที่ใต้เส้นโค้ง ROC 83.5%)</p> <p><strong>สรุป: </strong>โมเดลทำนายที่ประกอบด้วยอายุ อาการทางคลินิก และผลตรวจทางโลหิตวิทยาสามารถใช้ทำนายการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้ อย่างไรก็ตามการตรวจ Dengue Duo ยังมีความจำเป็นเพื่อยืนยันการวินิจฉัย</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>โรคไข้เลือดออก, ผู้ป่วยเด็ก, การทำนายการวินิจฉัย, เครื่องมือทำนาย</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17428 ผลลัพธ์ของระบบช่องทางด่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลแพร่ 2026-03-26T09:36:09+07:00 รัฐธิกาล เขตสมัคร nui_2812@hotmail.com วรินทร หล้าคำมี nui_2812@hotmail.com กชวรรณ ชูคดี nui_2812@hotmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การรักษาโดยใช้ยา recombinant tissue plasminogen activator (rt-PA) สามารถละลายลิ่มเลือดและทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ลดความพิการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของระบบช่องทางด่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลแพร่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษา Historical controlled design ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลแพร่ ภายใน 4.5 ชั่วโมง กลุ่มควบคุม เก็บข้อมูลย้อนหลังโดยใช้แนวปฏิบัติช่องทางด่วนแบบเดิม กลุ่มทดลองเก็บข้อมูลแบบ ไปข้างหน้าใช้แนวปฏิบัติช่องทางด่วนแบบใหม่ กลุ่มละ 130 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t-test และ exact probability test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มใช้แนวปฏิบัติช่องทางด่วนแบบใหม่มีสัดส่วนของระยะเวลาตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล จนได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำที่ ≤60 นาที มากกว่ากลุ่มใช้แนวปฏิบัติช่องทางด่วนแบบเดิม (78.0% VS 35.3%) (p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ระบบช่องทางด่วนที่พัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและได้มาตรฐาน ผู้ป่วย/ญาติและพยาบาลมีความพึงพอใจในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>ระบบช่องทางด่วน, โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน, โรคสมองขาดเลือด, การให้ยาละลาย ลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17468 การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ของการใช้ยาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ: การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) 2026-05-08T14:05:19+07:00 ซาฟาวี มะแม 6729980001@tsu.ac.th กาญจนา กำลังมาก 6729980001@tsu.ac.th ยมล พิทักษ์ภาวศุทธิ 6729980001@tsu.ac.th <p><strong>บทนำ:</strong> ความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกจากการทำงาน (Work-Related Musculoskeletal Disorders: WRMDs) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพแรงงานและภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ การทำความเข้าใจการกระจายเชิงพื้นที่ของผู้ป่วยและรูปแบบการใช้บริการรักษามีความจำเป็นต่อการวางแผนระบบสุขภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัวเชิงพื้นที่ของผู้ป่วย WRMD และรูปแบบการใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยในการรักษา โดยประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์เชิงพื้นที่ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิด้านสถิติผู้ป่วย WRMD การกระจายสถานพยาบาล ความหนาแน่นแรงงาน และปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ภูมิประเทศ อุณหภูมิ และความชื้น วิเคราะห์ด้วยเทคนิค Heatmap, Hotspot Analysis, Moran’s I, Geographically Weighted Regression (GWR) ร่วมกับการวิเคราะห์โครงข่ายและการจัดกลุ่มพื้นที่</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าพื้นที่ที่มีความหนาแน่นแรงงานสูงมีความชุกของ WRMD สูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดขนาดใหญ่ ขณะที่จังหวัดที่มีประชากรน้อยมีอัตราต่ำกว่าปัจจัยภูมิอากาศแบบร้อนชื้นมีความสัมพันธ์กับความชุกของ WRMD นอกจากนี้ พื้นที่แรงงานหนาแน่นมีการใช้การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรในสัดส่วนสูง ส่วนเขตเมืองมีแนวโน้มใช้การแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่า</p> <p><strong>สรุป:</strong> การกระจายตัวของ WRMD มีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ลักษณะแรงงาน และรูปแบบการใช้บริการทางการแพทย์ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนนโยบายสุขภาพและการพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยให้เหมาะสมกับบริบทเชิงพื้นที่</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การแพทย์แผนไทย, การวิเคราะห์เชิงพื้นที่, อาการปวดกล้ามเนื้อ, การวางแผนสุขภาพ</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences https://thaidj.org/index.php/jpph/article/view/17454 ผลกระทบของนโยบายการกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ในโรงพยาบาลแพร่ 2026-06-02T08:51:31+07:00 ธนัย วีรณรงค์กร zongwee@gmail.com สุกฤษฏิ์ กาญจนสุระกิจ zongwee@gmail.com ธราณี สิริชยานุกูล zongwee@gmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โรงพยาบาลจึงได้พัฒนาระบบประเมินการใช้ยา (Drug Use Evaluation; DUE) เพื่อส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลภายใต้แนวคิดของโปรแกรมกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Stewardship Program)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลกระทบของการดำเนินระบบ DUE ต่อปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพและค่าใช้จ่ายด้านยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง โดยใช้การวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบ Interrupted Time Series (ITS) ด้วยวิธี segmented regression เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของการใช้ยาต้านจุลชีพก่อนและหลังการดำเนินระบบ DUE ข้อมูลถูกรวบรวมรายเดือนเป็นระยะเวลา 24 เดือน (ก่อนการดำเนินระบบ 12 เดือน และหลังการดำเนินระบบ 12 เดือน) ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพในหน่วย defined daily dose ต่อ 1,000 bed-days (DDD/1,000 bed-days) และค่าใช้จ่ายยาต้านจุลชีพรายเดือน</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการวิเคราะห์ ITS พบว่า หลังการดำเนินระบบ DUE แนวโน้มการใช้ยาต้านจุลชีพบางชนิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ meropenem (β₃=−3.47, p&lt;0.001), piperacillin/tazobactam (β₃=−2.50, p=0.002) และ fosfomycin (β₃=−0.98, p&lt;0.001) ในขณะที่ ampicillin/sulbactam มีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นหลังการดำเนินระบบ (β₃=0.42, p=0.021) นอกจากนี้ การดำเนินระบบ DUE ยังมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะในยาต้านจุลชีพกลุ่มออกฤทธิ์กว้าง</p> <p><strong>สรุป:</strong> การดำเนินระบบ DUE มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มการใช้ยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล โดยเฉพาะการลดการใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่ม broad-spectrum ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมาตรการกำกับการใช้ยาในการส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล และอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยาและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาของโรงพยาบาลในระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การประเมินการใช้ยา, การกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพ, Interrupted Time Series, การใช้ยาต้านจุลชีพ, เชื้อดื้อยา</p> 2026-07-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 (PMJCS) Phrae Medical Journal and Clinical Sciences