วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://thaidj.org/index.php/pjne
<p>The Primary Health Care Journal (Northeastern Edition) : Objectives are to support health science researches of health institutions at all levels and also to distribute their dedicated works and researches on public health.</p> <p><strong>Free access online</strong> : Free access online : Every 4 months or 3 issue per year (January - April, May - August, September - December)</p> <p><strong>Language</strong> : Abstract in English, Text in English or Thai</p> <p><strong>Focus and Scope</strong> : The Primary Health Care Journal (Northeastern Edition) welcomes all kinds of related articles health science. These included:</p> <ol> <li>Academic Article</li> <li>Research Article</li> <li>Innovation Article</li> </ol> <p><strong>Peer Review Process</strong></p> <p> All submitted manuscripts must by reviewed by at least 2 expert reviewers via the double-blinded review system.</p> <p><strong>Publication Frequency</strong> : 3 issue per year</p> <p>No.1 (January - April) </p> <p>No.2 (May - August)</p> <p>No.3 (September - December)</p> <p><strong>Open Access Policy : </strong>This journal provides immediate open access to its content on the principle that making research freely available to the public supports a greater global exchange of knowledge.</p> <p><strong>Publisher : </strong>Northeastern Regional Center for Primary Health Care Development</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ (Article processing charges: APC) : </strong>ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ ยกเว้นกรณียกเลิกหรือถอนบทความหลังจากที่ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Reviewers) พิจารณาแล้ว โดยผู้นิพนธ์จะต้องชำระค่าประเมินบทความ จำนวน 3,000 บาท</p>
ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 7 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
en-US
วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
2774-0250
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการยศาสตร์ต่อพฤติกรรมสุขภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ในพื้นที่ 2 จังหวัด
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16726
<p>โรคกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาด้านการยศาสตร์ในสถานที่ทำงาน งานวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการยศาสตร์ต่อพฤติกรรมสุขภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการยศาสตร์เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการประเมินความเสี่ยงจากท่าทางการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน ได้แก่ Independent t-test และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านการยศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน สูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) กลุ่มทดลอง มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพสูงขึ้นกว่า กลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = 32.57, 95% CI = 29.33 to 35.80, p-value < 0.001) และความเสี่ยงจากการทำงานลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff. = -1.87, 95% CI = -2.38 to -1.35, p-value < 0.001) ดังนั้น โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการยศาสตร์สามารถส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงจากโรคกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการยศาสตร์ในบริบทของภาคเกษตรกรรมได้</p>
ภัทรภร วงษ์ศรี
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
ดุษฎี คาวีวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-09
2026-03-09
41 1
e16726
e16726
-
ประสิทธิผลของนโยบายการจัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้านต่อการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16757
<p>จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การคัดกรองเชิงรุกในชุมชนจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่เพื่อลดภาระโรคในระยะยาว อำเภอประทายได้ดำเนินนโยบายจัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้านเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง การวิจัยนี้เป็นรูปแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของนโยบายการจัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้านต่อการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ในปี พ.ศ. 2565 อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้น (Segmented Linear Regression Analysis) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล HDC ของจำนวนผู้รับการคัดกรองเบาหวานรายใหม่ในอำเภอประทาย ระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ 2558–2567) กำหนดให้ปี 2565 เป็นจุดเริ่มดำเนินนโยบาย (Intervention) ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการดำเนินนโยบาย (ปี 2558–2564) แนวโน้มจำนวนการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β1=1,062.14, p=0.021) เมื่อเริ่มดำเนินนโยบายในปีแรก (Immediate level change) พบว่าจำนวนการคัดกรองลดลง 1,299.03 ราย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (β2= -1299.03, p=0.49) สำหรับแนวโน้มระยะยาวหลังดำเนินนโยบาย (Trend change) พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นลดลงกว่าเดิม (β3= -713.91, p=0.17) เมื่อพิจารณาแนวโน้มโดยรวมหลังการดำเนินนโยบาย (Post-intervention trend) พบว่าจำนวนการคัดกรองยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 348.20 รายต่อปี (β1+β3=348.20, p=0.047) สรุปได้ว่า นโยบายการจัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้าน แม้จะไม่ส่งผลกระทบเชิงบวกในทันที (Short-term effect) แต่ในระยะยาวมีประสิทธิผลในการรักษาระดับการเข้าถึงบริการคัดกรองให้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการดำเนินงานของสถานีสุขภาพให้มีมาตรฐานและเพิ่มศักยภาพบุคลากร เพื่อให้การค้นหาผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
พีรดา อินทร์นอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-16
2025-10-16
41 1
e16757
e16757
-
ผลของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการมีสติเพื่อลดระดับความเครียดในนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยโปรแกรม "ตั้งสติ ตัด Stress"
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16759
<p>ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาที่แพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มช่วงอายุ 18–25 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการฝึกสติ เพื่อลดระดับความเครียดในนักศึกษาระดับปริญญาตรีผ่านโปรแกรม "ตั้งสติ ตัด Stress" กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 54 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 26 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 28 คน โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรมตามองค์ประกอบของทฤษฎี การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ มีการเก็บข้อมูลระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการรู้สติ ระดับการมีสติ และระดับความเครียด วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยควบคุมค่าคะแนนก่อนการทดลองและเกรดเฉลี่ยสะสมเป็นตัวแปรร่วม กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า เมื่อควบคุมคะแนนก่อนการทดลองและเกรดเฉลี่ยสะสมแล้ว คะแนนเฉลี่ยที่ปรับแก้ของการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการรู้สติ (F (1, 51) = 0.02, p = 0.90) การมีสติ (F (1, 51) = 0.15, p = 0.70) และความเครียด (F (1, 51) = 3.16, p = 0.08) ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โปรแกรม “ตั้งสติ ตัด Stress” ในรูปแบบระยะสั้นยังไม่แสดงผลเชิงประจักษ์ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการรู้สติ ระดับสติและระดับความเครียดของนักศึกษาปริญญาตรีอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามแนวคิดการบูรณาการทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมกับการฝึกสติยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตในบริบทสถาบันการศึกษา โดยอาจจำเป็นต้องเพิ่มระยะเวลา ความถี่ และความเข้มข้นของการฝึกเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต</p>
ชนะ มือขุนทด
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
ขวัญสุดา บุญทศ
พฤกษ์ ตัญตรัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-05
2026-03-05
41 1
e16759
e16759
-
ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้การส่งเสริมสมรรถนะเเห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อส่งเสริมการลดระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานวัยทำงาน จังหวัดขอนแก่น
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16788
<p>ประชากรวัยทำงานพบโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้การส่งเสริมสมรรถนะตนร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมการลดระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานในวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนวัยทำงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการลดระดับน้ำตาลในเลือด ระยะเวลา 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบบันทึกพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ได้แก่ สถิติทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance: ANCOVA) ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคาดหวังในผลลัพธ์จากการป้องกันโรคเบาหวาน สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ได้แก่ ความคาดหวังในผลลัพธ์ (Mean <sub>diff.</sub> = 6.42, 95% CI: 4.62 to 8.22) การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Mean <sub>diff.</sub> = 4.72, 95% CI: 3.12 to 6.32) พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Mean <sub>diff.</sub> = 3.87, 95% CI: 2.38 to 5.36) และระดับน้ำตาลในเลือด (Mean <sub>diff.</sub> = -12.57, 95% CI: -16.64 to -8.50) ผลการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนของระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MH = 18.54, p < 0.001) โดยส่วนใหญ่มีระดับน้ำตาลลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 76.67 และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพียง ร้อยละ 23.33 สรุป โปรแกรมที่นำมาประยุกต์ใช้นี้ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้นและสามารถกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติได้ หน่วยงานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิสามารถนำโปรแกรมฯ ไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดต่อไป</p>
ศุภลักษณ์ สังกะคำ
กฤติยาณี ธรรมสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-30
2026-03-30
41 1
e16788
e16788
-
ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16795
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 36 คน กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน ระยะเวลา 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired t-test) ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนของการเข้าถึงข้อมูล การเข้าใจข้อมูล การประเมินข้อมูล การประยุกต์ปรับใช้ข้อมูล และพฤติกรรมสุขภาพตนเอง สูงกว่าก่อนการทดลองและ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ทั้งนี้กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำกว่าก่อนการทดลอง (Mean <sub>diff.</sub> = 27.83, 95% CI: 25.73 to 29.93, p-value < 0.001) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (Mean <sub>diff.</sub> = 18.72, 95% CI: 12.43, 25.01, p-value < 0.001) สรุปโปรแกรมความรอบรู้สุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานสามารถเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ ส่งผลให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้กับกลุ่มเสี่ยงเบาหวานในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
ปัทมพร อวิชัย
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
ดุษฎี คาวีวงศ์
พฤกษ์ ตัญตรัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-25
2026-03-25
41 1
e16795
e16795
-
คณะกรรมการกองบรรณาธิการวารสาร
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/17409
-
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
41 1
-
กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพยาบาลรุ่นใหม่เจนเนอเรชันซี: บทบาทผู้นำการพยาบาล
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16771
<p>พยาบาลวิชาชีพเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญกลุ่มหนึ่งขององค์การสุขภาพ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด คือ ประมาณร้อยละ 78.0 ของบุคลากรสาธารณสุขทั้งหมด เป็นกลุ่มบุคคลที่สามารถสร้างสรรค์คุณภาพงานบริการ เพราะเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานโดยตรงในการดูแลสุขภาพและให้บริการที่มีคุณภาพแก่ผู้รับบริการ ย่อมมีผลต่อความก้าวหน้า ความสำเร็จ และความอยู่รอดขององค์การ สำหรับพยาบาลรุ่นใหม่เจนเนอเรชันซี เป็นพยาบาลวิชาชีพรุ่นใหม่ที่ปฏิบัติงานในระบบสุขภาพ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป บุคคลกลุ่มนี้เกิดในยุคที่มีการเจริญเติบโตทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์เพื่อสร้างแรงจูงใจจึงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญอย่างหนึ่ง จากการปรับตัวในหลาย ๆ ด้าน ตลอดจนภาระงานของพยาบาลและความอดทนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งผลจากการทบทวนวรรณกรรม เสนอให้ใช้กลยุทธ์เชิงปฏิบัติที่มีการประยุกต์ใช้ร่วมกับทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ โดยนำเสนอผ่านบทบาทของผู้นำการพยาบาลซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ในบริบทการบริหารบุคลากรในองค์กรสุขภาพได้</p>
ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล
โฆษิต ฉันทนารุ่งภักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
41 1
e16771
e16771
-
การจัดการบทบาทพยาบาลในการเตรียมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและญาติสำหรับการใช้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในภาวะฉุกเฉิน
https://thaidj.org/index.php/pjne/article/view/16975
<p>บทความนี้วิเคราะห์และเสนอแนวทางการจัดการบทบาทพยาบาลในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและญาติ ทั้งก่อนและหลังการได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ภายใต้บริบทของศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยบริการที่พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว พยาบาลมีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะผู้ประสานงานหลัก ตั้งแต่ระยะก่อนการรักษาในการคัดกรองประเมินอาการเบื้องต้น และประสานงานทีมสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาภายในเวลาที่กำหนด ระยะระหว่างการให้ยา พยาบาลยังมีหน้าที่สำคัญในการเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ และการประเมินทางระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง และระยะหลังการให้ยา มีหน้าที่เตรียมความพร้อมด้านจิตสังคมแก่ผู้ป่วยและญาติสำหรับการฟื้นฟูในระยะยาว กรอบแนวคิดที่นำเสนอครอบคลุมบทบาทพยาบาลทั้งการประเมินระบบประสาท การบริหารเวลา และการติดตามความปลอดภัย ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการจัดการบทบาทพยาบาลที่ชัดเจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน ลดความล่าช้าในการเข้าถึงบริการ และส่งเสริมความเข้าใจของญาติ ซึ่งนำไปสู่ความปลอดภัยของผู้ป่วยตลอดกระบวนการดูแลฉุกเฉิน บทความนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรฐานการพยาบาลและการพัฒนานโยบายระบบบริการสุขภาพ</p>
กชกร บุญมา
ณัฐธิชา หาญเชิงชัย
พรสินี พุทธโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
41 1
e16975
e16975