https://thaidj.org/index.php/smj/issue/feed Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 2025-12-02T15:56:00+07:00 วานิสกร ยิ่งกำแหง r3medjournal@spr.go.th Open Journal Systems <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16911 การพยาบาลผู้ป่วยเลือดออกในสมองผ่านระบบช่องทางด่วน: กรณีศึกษา 2025-09-09T09:29:41+07:00 ชัชวาลย์ เทียบเทียม er.shutterkung@gmail.com <p> โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก<sup>1 </sup>รายงานว่ามีผู้ป่วยใหม่กว่า 15 ล้านคนต่อปี เสียชีวิตประมาณ 5 ล้านคน และอีก 5 ล้านคนมีความพิการถาวร สำหรับประเทศไทยอัตราป่วยโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่ 517.26 ต่อประชากรแสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะเลือดออกในสมอง (Intracerebral Hemorrhage: ICH) พบได้ร้อยละ 10–15 ของผู้ป่วยทั้งหมด และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–50 ภายใน 30 วันแรก ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตคือการได้รับการรักษาที่รวดเร็วผ่านระบบ Stroke Fast Track ซึ่งเน้นการประสานงานแบบสหสาขาวิชาชีพ</p> <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยเลือดออกในสมองที่เข้ารับการรักษาผ่านระบบช่องทางด่วน โดยใช้การศึกษากรณีศึกษาแบบเจาะจง</p> <p> กรณีศึกษาคือผู้ป่วยชายไทยอายุ 33 ปี มีอาการซึม แขนขาอ่อนแรง ตรวจ CT Brain พบภาวะ cerebellar hemorrhage ได้รับการผ่าตัด Rt suboccipital craniectomy with hematoma removal และเข้ารับการดูแลใน Sub ICU โดยพยาบาลมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การประเมินสภาพผู้ป่วย การคัดกรองผู้ป่วย การประสานงาน การดูแลก่อนผ่าตัด ผลลัพธ์การรักษาพบว่าผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลานอนโรงพยาบาลรวม 12 วัน และจำหน่ายกลับบ้านได้โดยมี Motor Power ระดับปกติ</p> <p> สรุปได้ว่าระบบ Fast Track ร่วมกับสมรรถนะการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพมีส่วนสำคัญในการลดความรุนแรงและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเลือดออกในสมอง ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและการจัดการระบบบริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong>: โรคหลอดเลือดสมอง, ภาวะเลือดออกในสมอง, ระบบFast Track, การพยาบาล, รายกรณีศึกษา</p> 2025-10-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16740 การผ่าตัดปุ่มกระดูกขากรรไกรล่างเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการบดเคี้ยว: รายงานผู้ป่วย 1 ราย 2025-10-06T11:22:13+07:00 กุมสิทธิ์ ธารณามัย pornpun.taranamai@gmail.com <p> ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 40 ปี มาพบทันตแพทย์ด้วยปัญหาการบดเคี้ยวอาหารและการทำความสะอาดช่องปาก เนื่องจากเจ็บบริเวณปุ่มกระดูกบริเวณขากรรไกรล่าง จากการตรวจในช่องปากพบปุ่มกระดูกทางด้านใกล้ลิ้นของขากรรไกรล่างด้านซ้ายและด้านขวา แต่ละด้านขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร x2 เซนติเมตร x1.5 เซนติเมตร และพบรอยแผลถลอกที่ปุ่มกระดูกด้านซ้าย ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดตกแต่งปุ่มกระดูกด้านใกล้ลิ้นของขากรรไกรล่างออกทีละด้าน ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อลดความเสี่ยงของการมีภาวะเลือดออกมาก โดยที่ปุ่มกระดูกด้านซ้ายได้ถูกผ่าตัดออกหลังจากทำการผ่าตัดปุ่มกระดูกด้านขวาได้ 1 เดือน จากการติดตามผลการรักษา 2 เดือน การหายของแผลเป็นปกติ สามารถบดเคี้ยวได้ดีและทำความสะอาดในช่องปากได้สะดวกขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ปุ่มกระดูกขากรรไกรล่าง</p> 2025-11-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16910 การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งลำไส้ด้วยการส่องกล้อง: กรณีศึกษา 2025-10-06T08:51:14+07:00 เบญจมาศ พิลึก benjamaspiluk2509@gmail.com <p> มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับ 3 และเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับที่ 4 ในโลก มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งในส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในช่องท้อง (Colon) และลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่ตั้งอยู่ในอุ้งเชิงกราน (Rectum) การรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดด้วยกล้องส่องภายในช่องท้อง (Laparoscopic Surgery) ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลกว่าเป็นหัตถการที่มีประสิทธิภาพสูง ข้อได้เปรียบของการผ่าตัดด้วยเทคนิคนี้ ประกอบด้วย ระยะเวลาในการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่า ระดับความเจ็บปวดที่ลดลง ขนาดของแผลผ่าตัดที่เล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง การฟื้นตัวของระบบทางเดินอาหารที่เร็วกว่า และระยะเวลาในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่สั้นกว่า เนื่องจากแนวทางการรักษาที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บุคลากรพยาบาลห้องผ่าตัดจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพและยกระดับสมรรถนะของตนเองอย่างต่อเนื่อง ให้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรม การเตรียมความพร้อมและอุปกรณ์พิเศษสำหรับการทำหัตถการ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจ ดำเนินการศึกษาผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งลำไส้ด้วยการส่องกล้องเพื่อศึกษาปัญหา นำข้อมูลที่ศึกษามาสังเคราะห์และปรับใช้ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งลำไส้ด้วยการส่องกล้อง ให้ผู้ป่วยปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยและญาติคลายความวิตกกังวลและ ให้ความร่วมมือต่อแผนการรักษาพยาบาล สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ</p> <p>กรณีศึกษาผู้ป่วยหญิงอายุ 65 ปี มีอาการท้องอืด ถ่ายอุจจาระผิดปกติ และน้ำหนักลดลงเป็นเวลา 4 เดือน ได้รับการวินิจฉัยเป็น Adenocarcinoma Rectosigmoid พร้อม Bowel Obstruction เคยได้รับการทำ Loop Transverse Colostomy เดือนเมษายน 2567 แพทย์นัดทำผ่าตัด Laparoscopic Low Anterior Resection ระหว่างรับผู้ป่วยไว้ในการดูแล ได้ใช้กระบวนการพยาบาลครบวงจรตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ป่วยได้รับการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลอย่างครบถ้วน ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ</p> <p>การผ่าตัดด้วยกล้องส่องภายในช่องท้อง (Laparoscopic Surgery)มีความยุ่งยากซับซ้อน พยาบาลห้องผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญ จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือถูกต้องครบถ้วน มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด สามารถนำกระบวนการพยาบาล มาวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาจะช่วยให้การผ่าตัดราบรื่น ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> มะเร็งลำไส้, การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ด้วยการส่องกล้อง</p> 2025-12-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16671 ความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อการอำนวยการตรงในการบริการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-07-04T15:28:16+07:00 พิมพ์ชนก ปิ่นทอง firefah9@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: ศึกษาความชุกของอำนวยการตรงในการบริการแพทย์ฉุกเฉิน และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอำนวยการตรงในการบริการแพทย์ฉุกเฉิน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางในผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่ได้รับบริการแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2567-2568 รวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกผู้ป่วย วิเคราะห์ความชุกด้วยสถิติเชิงพรรณนาแสดงเป็นจำนวน, ร้อยละ วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วย independent t-test Chi-square หรือ Fisher's exact test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการอำนวยการตรงโดยใช้สถิติ Multivariable logistic regression กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (<em>p</em>-value&lt; 0.05)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วย 291 คนจาก 1,095 คน (ร้อยละ 26.6) ได้รับการอำนวยการตรง ปัจจัยที่มีผลต่อการอำนวยการตรง ได้แก่ อาการหายใจลำบากมีโอกาสได้รับการอำนวยการตรงมากกว่าอาการหลักอื่นๆ 1.65 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (aOR = 1.65, 95%CI: 1.19-2.30, p =0.003) National Early Warning Score (NEWS) ที่จุดเกิดเหตุมากกว่าหรือเท่ากับ 7 คะแนนส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการอำนวยการตรงลดลงร้อยละ 51 (aOR = 0.49, 95%CI: 0.28 - 0.85, p = 0.012) ระยะทางถึงจุดเกิดเหตุเกิน 10 กิโลเมตรมีโอกาสได้รับการอำนวยการตรงมากกว่า 1.54 เท่า (aOR = 1.54, 95%CI: 1.10 - 2.15) และระยะเวลารักษาที่จุดเกิดเหตุมากกว่า 10 นาที 5.53 เท่า (aOR = 5.53, 95%CI: 3.84 - 7.97) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.013 และ <em>p</em>-value &lt; 0.001 ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ความชุกของการให้บริการอำนวยการตรงในส่วนการแพทย์ฉุกเฉินมีประมาณหนึ่งในสี่ และ ปัจจัยที่มีผลต่อการอำนวยการตรง ได้แก่ อาการหายใจลำบาก NEWS ที่จุดเกิดเหตุมากกว่าหรือเท่ากับ 7 คะแนน ระยะทางไปที่เกิดเหตุมากกว่า 10 กิโลเมตร และระยะเวลารักษาที่จุดเกิดเหตุมากกว่า 10 นาที</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> การอำนวยการตรง, การบริการแพทย์ฉุกเฉิน, National Early Warning Score</p> 2025-10-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16416 อัตรารอดชีพ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงในระยะลุกลามอวัยวะข้างเคียงที่ได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงออกทั้งหมดในโรงพยาบาลกระทุ่มแบน 2025-04-04T11:40:28+07:00 วีระพล กิมศิริ weerapol.kimsiri@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตรารอดชีพ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงในระยะลุกลามอวัยวะข้างเคียงที่ได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงออกทั้งหมดในโรงพยาบาลกระทุ่มแบน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study ซึ่งศึกษาข้อมูลย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน กลุ่มตัวอย่างคือ เวชระเบียนของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงที่เข้ารับการผ่าตัด กล่องเสียง ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ของโรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 30 ราย และติดตามผลจนถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงในระยะลุกลามอวัยวะข้างเคียงที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีฉายรังสีมาก่อนและได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงออกทั้งหมดที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน และยังคงมีประวัติติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบบันทึกข้อมูลจาก เวชระเบียน ได้แก่ เพศ อายุ ระยะของมะเร็ง ประวัติการรับการฉายรังสีหลังผ่าตัด ระยะเวลาการเกิด Recurrence หลังผ่าตัด ระยะเวลาการเกิด 2nd Primary CA หลังผ่าตัด และระยะเวลาการเสียชีวิตหลังผ่าตัด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Kaplan-Meier (KM) Survival Curve วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรอดชีพโดยใช้ Cox’s Proportional Hazard Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> โอกาสรอดชีพ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงระยะลุกลามที่ได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ในโรงพยาบาลกระทุ่มแบนอยู่ที่ 60% การวิเคราะห์ Cox’s Proportional Hazards Regression พบว่าผู้ที่มีประวัติเข้ารับการฉายรังสีไม่ครบมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่เข้ารับการฉายรังสีครบประมาณ 14.88 เท่า และผู้ที่ไม่มี Recurrence หลังผ่าตัด มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตน้อยลงถึง 91% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มี Recurrence</p> <p><strong>สรุป:</strong> การรักษาเสริมด้วยการฉายรังสีหลังผ่าตัด มีผลต่อการเพิ่มอัตราการรอดชีพในผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงระยะลุกลามอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการเกิดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งมีผลต่อการลดอัตรารอดชีพในผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงระยะลุกลามอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> อัตรารอดชีพ, การผ่าตัดกล่องเสียงทั้งหมด, มะเร็งกล่องเสียง</p> 2025-10-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16786 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมไม่ได้ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองวัดช่องคีรีศรีสิทธิวราราม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-09-03T09:10:05+07:00 นุชนาถ มีมุข aenutchanat1@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมไม่ได้ ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองวัดช่องคีรีศรีสิทธิวราราม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองวัดช่องคีรีศรีสิทธิวราราม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2567- เมษายน 2568 จำนวน 177 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวาน แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการรักษา โรคเบาหวาน และแบบสอบถามพฤติกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถอยพหุคูณด้วยวิธีการนำตัวแปรเข้าพร้อมกันทั้งหมด</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย HbA1c เท่ากับ 8.44% (S.D.=1.87) ปัจจัยทั้ง 10 ตัวแปร ได้แก่ BMI อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ โรคร่วม ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวาน การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาโรคเบาหวาน และพฤติกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ได้ร้อยละ 73 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup> = .73, F10, 166 = 45.09, <em>p</em>-value &lt; .01) เมื่อพิจารณาแต่ละตัวแปร พบว่าการรับรู้ประโยชน์ของการรักษาโรคเบาหวาน (B = -.13, <em>p</em>-value &lt; .001) และพฤติกรรมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ß = -.26, <em>p</em>-value &lt; .001) ที่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับระดับ HbA1c อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการควบคุม HbA1c ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ผลการศึกษาสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่เน้นการเสริมสร้างการรับรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การรักษา</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ปัจจัยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด</p> 2025-10-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16942 การศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะอ้วนต่อความรุนแรงของผื่นในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน 2025-10-03T08:16:56+07:00 ดลพร ชื่นวิภาสกุล donlaporn26@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และมีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนและกลุ่มอาการเมตาบอลิก การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะอ้วน (นิยามโดยดัชนีมวลกาย ≥ 25.0 กก./ม.²) กับความรุนแรงของโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ได้ศึกษาในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาเรื้อรังจำนวน 187 รายที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรคผิวหนัง โรงพยาบาลชลบุรี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบไค-สแควร์ การทดสอบที และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร เพื่อประเมินความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆกับความรุนแรงของโรค</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: เมื่อเปรียบเทียบตามระดับความรุนแรงของโรค (กำหนดโดย PASI ≥ 10) พบว่าสัดส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน (BMI ≥ 25.0 กก./ม.²) ในกลุ่มอาการรุนแรง สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 71.2 เทียบกับ ร้อยละ 34.2 ในกลุ่มอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง, <em>p</em>-value &lt; 0.01) จากการวิเคราะห์พหุตัวแปรที่ใช้ BMI เป็นช่วงพบว่า กลุ่มอ้วนระดับ 2 (BMI≥30.0 กก./ม.²) มีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงสูงกว่ากลุ่มน้ำหนักไม่เกินเกณฑ์ (BMI &lt; 22.9 กก./ม.²) 4.54 เท่า (aOR: 4.54, ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 1.24-16.64, <em>p</em>-value= 0.02)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระดับความอ้วน (โดยเฉพาะ BMI ≥ 30.0 กก./ม.²) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับระดับความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน ดังนั้นการดูแลรักษาผู้ป่วยควรมีการตรวจติดตามและให้คำแนะนำเพื่อจัดการน้ำหนักควบคู่ไปกับการรักษาตามมาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคให้ดียิ่งขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: โรคสะเก็ดเงิน, ภาวะอ้วน, ดัชนีมวลกาย, ความรุนแรงของโรค, กลุ่มอาการเมตาบอลิก</p> 2025-11-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16968 ผลลัพธ์ทางคลินิกของการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องในโรงพยาบาลปราสาท 2025-10-16T08:21:50+07:00 ปิยะณัฐ ศุภลักษณ์ suphalaksur@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกของการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องและเปรียบเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดในโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบสังเกตการณ์ย้อนหลังโดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดถุงน้ำดีระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดแบบส่องกล้อง 58 ราย และแบบเปิด 22 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย independent t-test, Mann-Whitney U test, chi-square test หรือ Fisher's exact test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มผ่าตัดแบบส่องกล้องมีอัตราการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัดร้อยละ 10.3 โดยสาเหตุหลักมาจากการยึดติด (ร้อยละ 6.9) แม้การผ่าตัดแบบส่องกล้องจะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (103.5±42.1 เทียบกับ 34.9±21.2 นาที, <em>p</em>-value &lt;0.01) แต่มีปริมาณการเสียเลือดน้อยกว่า (ค่ามัธยฐาน 5 เทียบกับ 50 มิลลิลิตร, <em>p</em>-value &lt;0.01) การใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์น้อยกว่า (ค่ามัธยฐาน 0 เทียบกับ 10 มิลลิกรัม, <em>p</em>-value &lt;0.01) และระยะเวลานอนโรงพยาบาลสั้นกว่า (ค่ามัธยฐาน 3 เทียบกับ 4 วัน, <em>p</em>-value &lt;0.01) ภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม (ร้อยละ 12.1 เทียบกับ 9.1, <em>p</em>-value =0.72)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องในโรงพยาบาลปราสาทมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดในด้านการเสียเลือดน้อย ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อย และการฟื้นตัวเร็ว แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลขนาดกลางสามารถให้บริการผ่าตัดแบบส่องกล้องได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง, นิ่วในถุงน้ำดี, ผลลัพธ์ทางคลินิก, การผ่าตัดแผลเล็ก</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16955 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดทำหมันหลังคลอดด้วย Ketamine และ Midazolam ทางหลอดเลือดดำ ระหว่างการใช้ยาชาเฉพาะที่เข้าชั้นผิวหนังและไม่ใช้ในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ปี พ.ศ. 2567 2025-10-15T15:31:33+07:00 กานดา เหง้าเกษ kiadanesth@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การฉีด Lidocaine เข้าผิวหนังใช้เพื่อลดความปวดในระหว่างและหลังผ่าตัด ลดการใช้ยาสลบและยาบรรเทาปวด การศึกษานี้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการฉีด Lidocaine เข้าชั้นผิวหนังร่วมกับให้ Ketamine และ Midazolam ทางหลอดเลือดดำเพื่อทำหมันสตรีหลังคลอด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> Prospective randomized controlled trial ในหญิง 60 คน สุ่มเป็นกลุ่มศึกษา (ฉีด 2% lidocaine with adrenaline) และ กลุ่มควบคุม (ฉีดน้ำเกลือ) ทุกคนได้ Midazolam และ Ketamine ทางหลอดเลือดดำ บันทึกปริมาณยาที่ใช้และคะแนนความปวด หลังผ่าตัด เปรียบเทียบความแตกต่างลักษณะของผู้ป่วยและผลการรักษา ด้วย Chi square test หรือ Fisher’s exact test และ student T test หรือ Wilcoxon Rank Sum Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มศึกษามีสัดส่วนการได้รับ Rescue-Ketamine-Dose (RKD) ต่ำกว่า (ร้อยละ 3.3 vs ร้อยละ 80.0) (<em>p</em>-value &lt; 0.01) และคะแนนความปวดหลังผ่าตัดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.01) กลุ่มศึกษามีมัธยฐานปริมาณ Ketamine ที่ได้เพิ่มเติม (0.5 vs 0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) (<em>p</em>-value &lt; 0.01) และสัดส่วนการได้ Fentanyl น้อยกว่า (ร้อยละ 16.7 vs ร้อยละ 86.7) กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.01) </p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การฉีด Lidocaine เข้าชั้นผิวหนัง ช่วยลดการใช้ RKD ลดความปวดหลังผ่าตัดและปริมาณยา Ketamine และ Fentanyl วิธีนี้ช่วยลดการใช้ยาบรรเทาปวดได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การฉีด Lidocaine เข้าชั้นผิวหนัง, ความปวดหลังผ่าตัด, การทำหมันสตรี, ยาบรรเทาปวด</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17223 การพัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วยช็อกเหตุจากหัวใจในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติในโรงพยาบาลศูนย์สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ 2025-12-02T15:56:00+07:00 อรวรรณ รวบรวม motherjam@gmail.com ประกอบพร ทิมทอง 1buupragobporn.spr@gmail.com วรรณภา ตั้งแต่ง Lbuma.wt@gmail.com รุ่งรัตน์ วณิชาภิชาต sansiri21@gmail.com นิตยา แสนศิริ wwanicharat@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลระบบการพยาบาลผู้ป่วยช็อกเหตุจากหัวใจหลังการพัฒนาระบบและเปรียบเทียบอัตราตายผู้ป่วยก่อนและหลังพัฒนา รวมถึงความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพผู้ใช้งาน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development design) ด้วยกรอบแนวคิดทฤษฎีเชิงระบบของ Donabedian model มี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ ศึกษาแบบ Cross-sectional จากเวชระเบียนย้อนหลังผู้ป่วย CS 69 ราย ระยะที่ 2 พัฒนาระบบการพยาบาลผู้ป่วย CS โดยการวิเคราะห์ระยะที่ 1, ทบทวนวิชาการปัจจุบัน, ระดมสมองทีมสหสาขาวิชาชีพและสร้างเครื่องมือวิจัยและระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของระบบการพยาบาลผู้ป่วย CS จำนวน 26 คน และพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยวิกฤติ 32 คนและใช้สถิติทดสอบ Student- t, Chi-square หรือ Mann-Whitney U test ที่ระดับนัยสำคัญ <em>p</em>-value&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ระหว่าง 10 สิงหาคม 2567 ถึง 31 ตุลาคม 2568 พบผลลัพธ์กระบวนงานโดยระยะเวลาการรักษาลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยา Inotropic หรือ Vasopressor ลดจาก 22.51 นาที เป็น 6.42 นาที (<em>p</em>-value &lt;0.001), ระยะเวลาการเรียกใช้เครื่องพยุงระบบไหลเวียน (MCD) ลดลงจาก 169.53 นาที เป็น 44.31 นาที (<em>p</em>-value &lt;0.001) ระยะเวลาที่ทำให้ MAP มากกว่า 60 mmHg (Shock reversal) ลดจาก 212.26 นาที เป็น 58.54 นาที (<em>p</em>-value=0.004), อัตราภาวะแทรกซ้อนสัมพันธ์กับ CS รวมลดจาก 8.27% เป็น 3.18% (<em>p</em>-value=0.026) และอัตราผู้ป่วย CS ตายในโรงพยาบาลลดจาก 42.01%เป็น 38.40% แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value =0.112) พบความรู้และทักษะปฏิบัติของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและพยาบาลวิชาชีพพึงพอใจต่อระบบในระดับสูงมาก</p> <p><strong>สรุป:</strong> ระบบการพยาบาลผู้ป่วยภาวะช็อกเหตุจากหัวใจมีประสิทธิภาพต่อกระบวนงานการพยาบาลผู้ป่วยดีขึ้น โดยสามารถลดเวลาที่ใช้ในการแก้ไขภาวะความดันโลหิตต่ำ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้อัตราตายของผู้ป่วย CS ในโรงพยาบาลไม่ลดลงในระยะสั้น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ช็อกเหตุจากหัวใจ, Cardiogenic Shock, การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ, การพัฒนาระบบ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3