https://thaidj.org/index.php/smj/issue/feed Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 2026-01-15T14:48:26+07:00 วานิสกร ยิ่งกำแหง r3medjournal@spr.go.th Open Journal Systems <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17040 ความชุกและปัจจัยทางการยศาสตร์ที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก จากการทำงานในบุคลากรศูนย์จ่ายกลาง โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2025-12-11T08:48:46+07:00 จันทร์ธิมาศ หมอนมี Janthimard09@gmail.com <p><strong>Objective:</strong> To investigate the prevalence and factors associated with work-related musculoskeletal disorders (WMSDs) among Central Sterile Supply Department (CSSD) personnel in a tertiary care hospital.</p> <p><strong>Method:</strong> A cross-sectional descriptive study was conducted among 40 CSSD workers. Data were collected using a demographic questionnaire, work-related information form, and the Thai version of the Nordic Musculoskeletal Questionnaire. Data analysis employed descriptive statistics and inferential statistics to analyze the relationships of related factors, chi-square test and multiple logistic regression.</p> <p><strong>Results:</strong> The 12-month and 7-day prevalence of WMSDs were 67.5% (95% CI: 52.4-82.6) and 50.0% (95% CI: 34.4-65.6), respectively. The most affected areas were the lower back (55.0%), shoulders (45.0%), and hands/wrists (40.0%). Significant predictors included repetitive work (AOR=5.47, 95% CI: 1.03-29.07) and lifting objects &gt;10 kg (AOR=4.85, 95% CI: 1.95-24.76).</p> <p><strong>Conclusions:</strong> CSSD personnel showed high prevalence of WMSDs. Repetitive work and heavy lifting were major risk factors. Systematic ergonomic prevention measures should be developed.</p> <p><strong>Keywords:</strong> musculoskeletal disorders, central sterile supply department, ergonomics, occupational health.</p> 2026-02-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17038 อัตราการรอดชีพของผู้ป่วยวัณโรคปอดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากวัณโรคปอด ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว 2025-11-05T09:20:11+07:00 สุระชัย ทรัพย์จรัสแสง ppneng@yahoo.com <p><strong>ความเป็นมาและเหตุผล:</strong> วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis: PTB) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาระบบการวินิจฉัยและรักษาแต่ยังพบอัตราการเสียชีวิตสูงโดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนมีสัดส่วนผู้ป่วยวัณโรคปอดและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินอัตราการรอดชีพของผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ 6 เดือน 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตทุกสาเหตุของผู้ป่วยวัณโรคปอดในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยวัณโรคปอดอายุ ≥18 ปี ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ระหว่างปี พ.ศ. 2561–2562 รวมทั้งหมด 266 ราย ติดตามผลการรอดชีวิตจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Kaplan–Meier survival analysis และ Cox proportional hazards model เพื่อนำเสนอค่า Hazard ratio (HR) พร้อม 95% confidence interval (CI) และกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value&lt;0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มัธยฐานการรอดชีพของผู้ป่วยวัณโรคปอดคือ 61 เดือน อัตราการรอดชีวิตที่ 6 เดือน 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี เท่ากับ 68% (95% CI: 62.5-73.6), 65.0% (95% CI: 58.9–70.4), 56.0% (95% CI: 50.2–62.1) และ 50.0% (95% CI: 44.2–56.2) ตามลำดับ การวิเคราะห์แบบหลายตัวแปรพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศชาย (Adj. HR = 1.60, 95% CI: 1.02–2.51, <em>p</em>-value = 0.04), อายุ &gt;50 ปี (Adj. HR = 2.08, 95% CI: 1.35–3.22, <em>p</em>-value &lt; 0.01), การมีโรคไตเรื้อรัง (CKD) (Adj. HR = 1.79, 95% CI: 1.23–2.60, <em>p</em>-value &lt; 0.01), ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) (Adj. HR = 2.55, 95% CI: 1.38–4.71, <em>p</em>-value &lt; 0.01), ผู้ที่มีปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) (Adj. HR = 2.09, 95% CI: 1.22–3.60, <em>p</em>-value &lt; 0.01), การรักษาวัณโรคที่ไม่ต่อเนื่อง (Poor adherence to TB treatment) (Adj. HR = 2.43, 95% CI: 1.26–4.71, <em>p</em>-value &lt; 0.01)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยวัณโรคปอดในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วยังคงมีอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี 50% โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิต ได้แก่ เพศชาย อายุมากกว่า 50 ปี โรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่มีปอดอักเสบติดเชื้อ และการรักษาวัณโรคที่ไม่ต่อเนื่อง ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนามาตรการคัดกรอง การจัดการทางคลินิก และนโยบายด้านสาธารณสุขเพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากวัณโรคปอดในระดับพื้นที่</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>วัณโรคปอด, อัตราการรอดชีพ, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์</p> 2026-02-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17166 การพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด 2025-12-02T14:01:50+07:00 นงค์นุช มีเสถียร nongnuch2511@windowslive.com วรวุฒิ ขาวทอง Worawut_kt@hotmail.com ศรัญญา หงส์เม่น Jubujung.lollipop@gmail.com ปรียา ไกรสร Preeya.mankong@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบ Two cycle Research and Development เพื่อพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด ที่หน่วยเคมีบำบัด หอผู้ป่วยสงฆ์อาพาธและหอผู้ป่วยอายุรกรรมในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เครื่องมือใช้ในการศึกษา คือ แบบประเมินความเสี่ยงภาวะ Febrile neutropenia, แนวปฏิบัติ Flow Fast track Febrile neutropenia, แนวทางการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา ด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Binary Logistic Regression สถิติทดสอบ Paired t-test การศึกษามี 2 ระยะ คือ <strong>ระยะที่ 1</strong> ระยะก่อนการพัฒนาระบบ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา(R<sub>1</sub>) ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาระบบครั้งที่ 1 (D<sub>1</sub>) โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีระบบการพยาบาล ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้ 1) การวางแผน 2) การนำแผนไปปฏิบัติ (R<sub>2</sub>) 3) ประเมินผลการศึกษาครั้งที่ 1 <strong>ระยะที่ 2 </strong>ระยะพัฒนาระบบครั้งที่ 2 (D<sub>2</sub>) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ 1) การวางแผน 2) การนำแผนไปปฏิบัติ (R<sub>3</sub>) และ 3) ประเมินผลระบบ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะFebrile neutropeniaในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด มี 7 องค์ประกอบ คือ 1) ทีมสหสาขาวิชาชีพ 2) แนวทางและมาตรฐานต่างๆ 3) ทรัพยากรและเครื่องมือ 4) การให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ 5) ระบบติดตามและประเมินผล 6) สถานที่ 7) การสื่อสารและการประสานงาน และการปฏิบัติ 6 ขั้นตอน ผลของการประเมินระบบ 2 ระยะ ระยะก่อนทดลองพบมีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 6 ราย ระยะที่ 1 พบมีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 6 ราย ระยะที่ 2 มีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 4 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทดลองแล้ว พบว่าการเกิดภาวะFebrile neutropenia ลดลงจากร้อยละ 22.5 เป็นร้อยละ 9.5 ระดับความรุนแรงของภาวะFebrile neutropenia ลดลงและไม่พบระดับความเสี่ยงสูงในการทดลองระยะที่ 2</p> <p><strong>สรุป:</strong> การศึกษานี้พบว่าการใช้ระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัดช่วยลดอัตราการเกิดภาวะ Febrile neutropenia และความรุนแรงได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การพัฒนาระบบ การดูแลและเฝ้าระวัง มะเร็งระบบโลหิตวิทยา ยาเคมีบำบัด Febrile Neutropenia</p> 2026-01-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17039 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการเกิดโรคผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis) ของผู้ที่ทำงานสัมผัสน้ำ 2025-11-26T13:13:00+07:00 อาภาศิริ แต่งประกอบ ahphasiri01@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผื่นแพ้สัมผัสจากการทำงานสัมผัสน้ำในพนักงานโรงงานเชือดและชำแหละสุกรแห่งหนึ่ง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางในพนักงานทั้งหมด 75 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ดัดแปลงจาก Nordic Occupational Skin Questionnaire และการตรวจร่างกายโดยแพทย์อาชีวเวชกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบผื่นผิวหนังจากการตรวจร่างกายร้อยละ 37.3 โดยวินิจฉัยเป็นโรคผื่นแพ้สัมผัสจากการทำงาน (occupational contact dermatitis) ร้อยละ 26.7 และโรคผิวหนังจากการสัมผัสน้ำ (wet work dermatitis) ร้อยละ 10.7 ปัจจัยทำนายที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การทำงานในแผนกที่มีการสัมผัสน้ำสูง (AOR=12.00, 95% CI: 1.40-102.85), อายุงาน ≥1 ปี (AOR=5.98, 95% CI: 1.75-20.47), การสัมผัสน้ำ ≥2 ชั่วโมงต่อวัน (AOR=10.11, 95% CI: 2.05-49.88), การไม่ใช้ถุงมือทุกครั้ง (AOR=7.07, 95% CI: 1.51-33.09), และการล้างมือ ≥6 ครั้งต่อวัน (AOR=4.15, 95% CI: 1.42-12.13)</p> <p><strong>สรุป:</strong> พนักงานโรงงานเชือดและชำแหละสุกรมีความชุกของโรคผื่นแพ้สัมผัสสูง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสม และการล้างมือบ่อย จึงควรพัฒนามาตรการป้องกันแบบบูรณาการและจัดระบบเฝ้าระวังสุขภาพผิวหนังอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคผื่นแพ้สัมผัส, งานสัมผัสน้ำ, โรงงานเชือดสุกร, อาชีวอนามัย</p> 2026-02-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16995 ความสัมพันธ์และค่าจุดตัดที่เหมาะสมของดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักกับภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์และทารกในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช 2025-10-24T10:16:07+07:00 พรพรรณ ภูเกียรติก้อง a_p007@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และค่าจุดตัดที่เหมาะสมระหว่างค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์กับภาวะแทรกซ้อนในมารดาและทารก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>โดยใช้รูปแบบ Retrospective cohort study ประชากรที่ศึกษาคือหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ดำเนินการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากแฟ้มประวัติการฝากครรภ์และการคลอดของหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มารดาที่เข้ารับบริการทั้งหมด 469 ราย พบความชุกของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM) และ การผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน เท่ากับ ร้อยละ 9.2 และ ร้อยละ 14.3 ตามลำดับ ภาวะแทรกซ้อนในทารกที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด (ร้อยละ 13.4) การเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยทารกวิกฤติ (NICU) (ร้อยละ 13.0) และ ภาวะตัวเหลืองในทารก (ร้อยละ 11.9) จากการวิเคราะห์ด้วย ROC curve พบว่า ค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ≥24.4 กิโลกรัมต่อตารางเมตรมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ การผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน และภาวะแทรกซ้อนรวมของมารดา (<em>p</em>-value&lt; 0.01) นอกจากนี้พบว่า BMI ≥26.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สามารถทำนายภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้ (AUC = 0.79, <em>p</em>-value &lt; 0.01) และ BMI ≥26.0 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สามารถทำนายภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ได้ (AUC = 0.84, <em>p</em>-value = 0.04)</p> <p>ในทารกพบว่า BMI ก่อนตั้งครรภ์ ≥24.4 กิโลกรัมต่อตารางเมตร มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะน้ำคร่ำน้อย (<em>p</em>-value = 0.01) น้ำคร่ำปนขี้เทา (<em>p</em>-value = 0.01) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (<em>p</em>-value = 0.01) ภาวะตัวเหลือง (<em>p</em>-value &lt; 0.01) การเข้ารับการดูแลใน NICU (<em>p</em>-value = 0.01) แล กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารก (<em>p</em>-value &lt; 0.01) รวมถึงภาวะทารกตัวโต (Macrosomia) ซึ่งมีค่าจุดตัด BMI ≥28.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (AUC = 0.74, <em>p</em>-value &lt; 0.01) นอกจากนี้พบว่าการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ (GWG) ≥12.9 กิโลกรัมมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนรวมของทารก (<em>p</em>-value = 0.03)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ค่าจุดตัดของดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ควรได้รับการพิจารณาทบทวนให้เหมาะสมกับบริบทของหญิงไทย การกำหนดแนวทางเฉพาะสำหรับประเทศไทยจะช่วยให้สามารถคัดกรองหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น ลดภาระโรคเพิ่มความปลอดภัยของแม่และทารก และเสริมประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพแม่และเด็กในระบบบริการสุขภาพของไทยอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะแทรกซ้อนในมารดา, ภาวะแทรกซ้อนในทารก, การเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์</p> 2026-01-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16835 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันที่รับการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดสมอง 2025-10-30T14:05:34+07:00 อภิญญา พวงเงิน apinya.or2525@gmail.com <p>โรคหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลัน เป็นโรคทางประสาทที่มีความรุนแรงซึ่งเนื้อสมองถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้มีความผิดปกติของระบบประสาทแบบทันทีทันใด มีอัตราการตายสูงและเป็นสาเหตุความพิการที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดสมอง ในกรณีฉุกเฉินถือเป็นแนวทางมาตรฐานทางเลือกหนึ่งที่มีความสำคัญในการลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ความพิการ และอัตราการตาย ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันที่บริเวณเส้นเลือดขนาดใหญ่หรือในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามของการใช้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรักษา คือ 6 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ</p> <p>กรณีศึกษาเป็นผู้ป่วยหญิงไทย รูปร่างอ้วน อายุ 39 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการสำคัญ 1 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีอาการพูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ร่วมกับแขนขาข้างขวาอ่อนแรง และจากผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดสมอง แพทย์ให้การวินิจฉัยโรคผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันที่ตำแหน่งของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ และพิจารณาให้การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดสมองในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งในกรณีศึกษาผู้ป่วยรายนี้ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ในเรื่องภาวะช็อกจากระบบประสาทจากการไหลเวียนของเลือดในสมองถูกขัดขวาง ภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือดและสารน้ำจากการผ่าตัดที่มีกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อนใช้เวลาในการผ่าตัดนาน การใช้เครื่องช่วยหายใจและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใส่เครื่องช่วยหายใจ การป้องกันและติดตามภาวะเลือดออกจากการได้รับยาละลายลิ่มเลือด การดูแลแผลผ่าตัด การจัดการความปวด การดูแลสารน้ำและอิเล็กโตรไลต์ให้สมดุล การป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย ซึ่งผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน, การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือดสมอง, บทบาทพยาบาล</p> 2026-02-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3