https://thaidj.org/index.php/smj/issue/feed Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 2026-04-07T08:55:42+07:00 วานิสกร ยิ่งกำแหง r3medjournal@spr.go.th Open Journal Systems <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17332 ค่าพยากรณ์บวกของการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านม กลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลอุทัยธานี 2026-01-26T10:37:15+07:00 ปิยะมาศ จุลมุสิก piyamasmam@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาค่าพยากรณ์บวกของการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมโดยการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์ กลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในโรงพยาบาลอุทัยธานี และศึกษาลักษณะของภาพแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านมที่สัมพันธ์กับการเป็นโรคมะเร็งเต้านม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยหญิงที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมที่โรงพยาบาลอุทัยธานี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ผลตรวจจัดอยู่ในกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ร่วมกับได้รับการตรวจชิ้นเนื้อที่เต้านมทางพยาธิวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จำนวนผู้ป่วยที่ทำแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมทั้งหมด 554 คน มีผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ร่วมกับมีผลตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาลอุทัยธานี จำนวน 90 คน แยกเป็น BI-RADS 5 จำนวน 29 คน ร้อยละ 32.2 และ BI-RADS 4 จำนวน 61 คน ร้อยละ 67.8 โดยมีผู้ป่วยที่วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด 50 คน ร้อยละ 55.6 ค่าพยากรณ์บวกของกลุ่ม BI-RADS 4 คือร้อยละ 36.1 และ BI-RADS 5 คือร้อยละ 96.6 และค่าพยากรณ์บวกรวมของสองกลุ่มคือร้อยละ 55.6</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในโรงพยาบาลอุทัยธานี มีค่าพยากรณ์บวกในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมใกล้เคียงกับการศึกษาอื่นๆ และใกล้เคียงกับข้อมูลอ้างอิงของ BI-RADS assessment ซึ่งสะท้อนถึงความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ค่าพยากรณ์บวก, โรคมะเร็งเต้านม, แมมโมแกรม, อัลตร้าซาวด์</p> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17337 เปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบใช้สารทึบรังสีและไม่ใช้สารทึบรังสี ในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบในผู้ใหญ่ ในโรงพยาบาลอุทัยธานี 2026-01-28T13:24:12+07:00 ศิริวรรณ นพคุณ series1.np@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบใช้สารทึบรังสีและไม่ใช้สารทึบรังสี ในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบและการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆที่นำมาด้วยอาการปวดท้องน้อยในผู้ใหญ่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective observational cohort study) ในผู้ป่วยอายุ ≥ 15 ปี ที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบ ณ โรงพยาบาลอุทัยธานี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 265 ราย ทบทวนภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างจากภาพฉีด (CECT) และไม่ฉีดสารทึบรังสี (NECT) ในผู้ป่วยรายเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์หาค่า Accuracy, Sensitivity, Specificity, PPV และ NPV รวมทั้งเปรียบเทียบการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบและการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ระหว่างการตรวจทั้ง 2 วิธี โดยใช้ค่าสถิติ McNemar t-test เทียบกับผลการวินิจฉัยสุดท้ายและผลทางพยาธิวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ความแม่นยำในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบระหว่าง CECT และ NECT สูงใกล้เคียงกัน คือ 97.7% และ 96.2% ตามลำดับ โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value = 0.51) อีกทั้ง Sensitivity, Specificity, PPV และ NPV ของทั้งสองวิธียังให้ผลลัพธ์ในระดับสูงใกล้เคียงกัน แต่ในการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ พบว่า CECT สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำกว่า NECT อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value &lt; 0.01)</p> <p><strong>สรุป</strong>: การตรวจ NECT มีประสิทธิภาพสูงในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบใกล้เคียงกับ CECT จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสี แต่ในกรณีวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่นำมาด้วยอาการปวดท้องน้อย การตรวจ CECT ยังคงให้การวินิจฉัยสุดท้ายได้แม่นยำมากกว่า NECT</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ไส้ติ่งอักเสบ, วินิจฉัยแยกโรคปวดท้องน้อย, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่าง, สารทึบรังสี</p> 2026-04-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17278 Mixed Small Cell Neuroendocrine Carcinoma and High-grade Urothelial Carcinoma with Sarcomatoid Differentiation Coexisting with (Primary/Metastatic) Melanoma of the Urinary Bladder: A Case Report 2026-01-15T09:55:09+07:00 Kamonchanok Chatnetiwut kamonchmd@gmail.com <p>Both mixed neuroendocrine non-neuroendocrine neoplasms and melanomas of the urinary bladder are rare, and the coexistence of these neoplasms is extremely rare. This case report highlights a 77-year-old male who presented with gross hematuria for the past 1 week. Transurethral resection of bladder tumor was performed and the resected tissue was sent for histopathology, which revealed mixed (1) small cell neuroendocrine carcinoma with a minor component of high-grade urothelial carcinoma with focal sarcomatoid differentiation and (2) melanoma (primary bladder melanoma is considered after exclusion of metastasis). This case highlights the critical role of meticulous histopathological evaluation in bladder tumors, as rare and aggressive neoplasms may coexist and require accurate diagnosis for appropriate management.</p> <p><strong>Keywords:</strong> mixed neuroendocrine non-neuroendocrine neoplasm (MiNEN); small cell neuroendocrine carcinoma; high-grade urothelial carcinoma; bladder melanoma; collision tumor; bladder neoplasms; case report.</p> 2026-04-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3