https://thaidj.org/index.php/smj/issue/feed
Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3
2026-01-15T14:48:26+07:00
วานิสกร ยิ่งกำแหง
r3medjournal@spr.go.th
Open Journal Systems
<p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p>
https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17166
การพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด
2025-12-02T14:01:50+07:00
นงค์นุช มีเสถียร
nongnuch2511@windowslive.com
วรวุฒิ ขาวทอง
Worawut_kt@hotmail.com
ศรัญญา หงส์เม่น
Jubujung.lollipop@gmail.com
ปรียา ไกรสร
Preeya.mankong@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบ Two cycle Research and Development เพื่อพัฒนาระบบการดูแลและเฝ้าระวังในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด ที่หน่วยเคมีบำบัด หอผู้ป่วยสงฆ์อาพาธและหอผู้ป่วยอายุรกรรมในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เครื่องมือใช้ในการศึกษา คือ แบบประเมินความเสี่ยงภาวะ Febrile neutropenia, แนวปฏิบัติ Flow Fast track Febrile neutropenia, แนวทางการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา ด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Binary Logistic Regression สถิติทดสอบ Paired t-test การศึกษามี 2 ระยะ คือ <strong>ระยะที่ 1</strong> ระยะก่อนการพัฒนาระบบ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา(R<sub>1</sub>) ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาระบบครั้งที่ 1 (D<sub>1</sub>) โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีระบบการพยาบาล ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้ 1) การวางแผน 2) การนำแผนไปปฏิบัติ (R<sub>2</sub>) 3) ประเมินผลการศึกษาครั้งที่ 1 <strong>ระยะที่ 2 </strong>ระยะพัฒนาระบบครั้งที่ 2 (D<sub>2</sub>) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ 1) การวางแผน 2) การนำแผนไปปฏิบัติ (R<sub>3</sub>) และ 3) ประเมินผลระบบ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะFebrile neutropeniaในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัด มี 7 องค์ประกอบ คือ 1) ทีมสหสาขาวิชาชีพ 2) แนวทางและมาตรฐานต่างๆ 3) ทรัพยากรและเครื่องมือ 4) การให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ 5) ระบบติดตามและประเมินผล 6) สถานที่ 7) การสื่อสารและการประสานงาน และการปฏิบัติ 6 ขั้นตอน ผลของการประเมินระบบ 2 ระยะ ระยะก่อนทดลองพบมีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 6 ราย ระยะที่ 1 พบมีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 6 ราย ระยะที่ 2 มีภาวะ Febrile Neutropenia จำนวน 4 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนทดลองแล้ว พบว่าการเกิดภาวะFebrile neutropenia ลดลงจากร้อยละ 22.5 เป็นร้อยละ 9.5 ระดับความรุนแรงของภาวะFebrile neutropenia ลดลงและไม่พบระดับความเสี่ยงสูงในการทดลองระยะที่ 2</p> <p><strong>สรุป:</strong> การศึกษานี้พบว่าการใช้ระบบการดูแลและเฝ้าระวังภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่ได้รับยาเคมีบำบัดช่วยลดอัตราการเกิดภาวะ Febrile neutropenia และความรุนแรงได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การพัฒนาระบบ การดูแลและเฝ้าระวัง มะเร็งระบบโลหิตวิทยา ยาเคมีบำบัด Febrile Neutropenia</p>
2026-01-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3
https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/16995
ความสัมพันธ์และค่าจุดตัดที่เหมาะสมของดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักกับภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์และทารกในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช
2025-10-24T10:16:07+07:00
พรพรรณ ภูเกียรติก้อง
a_p007@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และค่าจุดตัดที่เหมาะสมระหว่างค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์กับภาวะแทรกซ้อนในมารดาและทารก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>โดยใช้รูปแบบ Retrospective cohort study ประชากรที่ศึกษาคือหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ดำเนินการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากแฟ้มประวัติการฝากครรภ์และการคลอดของหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มารดาที่เข้ารับบริการทั้งหมด 469 ราย พบความชุกของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM) และ การผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน เท่ากับ ร้อยละ 9.2 และ ร้อยละ 14.3 ตามลำดับ ภาวะแทรกซ้อนในทารกที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด (ร้อยละ 13.4) การเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยทารกวิกฤติ (NICU) (ร้อยละ 13.0) และ ภาวะตัวเหลืองในทารก (ร้อยละ 11.9) จากการวิเคราะห์ด้วย ROC curve พบว่า ค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ≥24.4 กิโลกรัมต่อตารางเมตรมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ การผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน และภาวะแทรกซ้อนรวมของมารดา (<em>p</em>-value< 0.01) นอกจากนี้พบว่า BMI ≥26.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สามารถทำนายภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้ (AUC = 0.79, <em>p</em>-value < 0.01) และ BMI ≥26.0 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สามารถทำนายภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ได้ (AUC = 0.84, <em>p</em>-value = 0.04)</p> <p>ในทารกพบว่า BMI ก่อนตั้งครรภ์ ≥24.4 กิโลกรัมต่อตารางเมตร มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะน้ำคร่ำน้อย (<em>p</em>-value = 0.01) น้ำคร่ำปนขี้เทา (<em>p</em>-value = 0.01) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (<em>p</em>-value = 0.01) ภาวะตัวเหลือง (<em>p</em>-value < 0.01) การเข้ารับการดูแลใน NICU (<em>p</em>-value = 0.01) แล กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารก (<em>p</em>-value < 0.01) รวมถึงภาวะทารกตัวโต (Macrosomia) ซึ่งมีค่าจุดตัด BMI ≥28.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (AUC = 0.74, <em>p</em>-value < 0.01) นอกจากนี้พบว่าการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ (GWG) ≥12.9 กิโลกรัมมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนรวมของทารก (<em>p</em>-value = 0.03)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ค่าจุดตัดของดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์และการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ควรได้รับการพิจารณาทบทวนให้เหมาะสมกับบริบทของหญิงไทย การกำหนดแนวทางเฉพาะสำหรับประเทศไทยจะช่วยให้สามารถคัดกรองหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น ลดภาระโรคเพิ่มความปลอดภัยของแม่และทารก และเสริมประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพแม่และเด็กในระบบบริการสุขภาพของไทยอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะแทรกซ้อนในมารดา, ภาวะแทรกซ้อนในทารก, การเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์</p>
2026-01-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3