https://thaidj.org/index.php/smj/issue/feed Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 2026-08-20T13:41:47+07:00 วานิสกร ยิ่งกำแหง r3medjournal@spr.go.th Open Journal Systems <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17572 ผลลัพธ์ของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระบบการดูแล ผู้ป่วยระยะกลางของโรงพยาบาลอุทัยธานี: การศึกษาแบบย้อนหลัง 5 ปี 2026-08-20T13:41:47+07:00 คณินณ์ เศรษฐไพศาล knotkhanin@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางของโรงพยาบาลอุทัยธานี ในช่วงระยะเวลา 5 ปี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการฟื้นฟูแบบผู้ป่วยใน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 761 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Paired T-test และ One-way ANOVA</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 59.1 อายุเฉลี่ย 65.6 ปี คะแนน Barthel Index หลังการฟื้นฟูสูงกว่าก่อนการฟื้นฟูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.01) โดยมีค่าการเปลี่ยนแปลงของสมรรถภาพเฉลี่ย 2.5 คะแนน ประสิทธิผลของการฟื้นฟูเฉลี่ยร้อยละ 20.3 และประสิทธิภาพของการฟื้นฟูเฉลี่ย 0.3</p> <p><strong>สรุป:</strong> การฟื้นฟูสมรรถภาพในระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางสามารถเพิ่มความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคหลอดเลือดสมอง, การฟื้นฟูสมรรถภาพ, การดูแลผู้ป่วยระยะกลาง, ดัชนีบาร์เธล</p> 2026-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17489 ประสบการณ์ 2 ปี ของการนำเทคนิค CINtec PLUS Cytology มาใช้ในงานห้องปฏิบัติการตามปกติ: บทเรียนจากโรงพยาบาลศูนย์ในภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย 2026-07-03T15:18:38+07:00 ธนาลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์ tanalak.lims@gmail.com สืบตระกูล ตันตลานุกุล seubtrakul@unc.ac.th <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสบการณ์การนำ CINtec PLUS Cytology มาใช้ในทางปฏิบัติในห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาคลินิกโรงพยาบาลอุตรดิตถ์เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติงาน ปริมาณงานและข้อบ่งชี้ในการส่งตรวจ อัตราการตรวจพบผลบวก ระยะเวลาในการรายงานผล และปัญหาในทางปฏิบัติที่พบ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) รวบรวมข้อมูลตัวอย่าง Cervical Cytology Specimens ทั้งหมดที่ได้รับการตรวจด้วยเทคนิค CINtec PLUS Cytology ในห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาคลินิกโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ระหว่างปี พ.ศ. 2567 ถึง 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และประเมินแนวโน้มด้วย Simple Linear Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ทั้งสิ้น 231 รายการ ปริมาณงานเพิ่มขึ้นจาก 98 รายการในปีแรกเป็น 133 รายการในปีที่สอง ข้อบ่งชี้หลักคือ HPV Triage ร้อยละ 59.3 Overall Positive Rate อยู่ที่ร้อยละ 34.6 (95% CI: 28.2–41.4) โดยกลุ่ม HPV Triage มี Positive Rate สูงสุดที่ร้อยละ 40.8 ค่ามัธยฐาน TAT ลดลงจาก 8.0 วันในปีแรกเป็น 6.0 วันในปีที่สอง และสัดส่วนตัวอย่างที่บรรลุเป้าหมาย TAT เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 79.6 เป็นร้อยละ 93.2 อุบัติการณ์ปัญหาในทางปฏิบัติลดลงจากร้อยละ 48.0 เป็นร้อยละ 15.8</p> <p><strong>สรุป:</strong> การนำ CINtec PLUS Cytology มาใช้ในโรงพยาบาลศูนย์ภูมิภาคมีความเป็นไปได้สูงในทางปฏิบัติ และมีพัฒนาการที่ชัดเจนในทุกด้านตลอดระยะเวลา 2 ปี ผลการศึกษานี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับห้องปฏิบัติการระดับภูมิภาคที่กำลังพิจารณานำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ การศึกษาต่อยอดที่ประเมินผลกระทบต่อการส่งตรวจ Colposcopy และต้นทุนของโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบยังมีความจำเป็นเพื่อยืนยันคุณค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ของเทคนิคนี้ในบริบทดังกล่าว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> CINtec PLUS, การนำไปใช้ในทางปฏิบัติ, ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาคลินิก, การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก, โรงพยาบาลศูนย์ภูมิภาค</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17432 การเปรียบเทียบอัตราการกลับเป็นซ้ำของต้อเนื้อระหว่างเทคนิคการผ่าตัด Bare Sclera Technique และ Conjunctival Autograft Transplantation ในโรงพยาบาลอรัญประเทศ 2026-08-10T08:54:13+07:00 สิริวรรณ แจ่มทับทิม jibjjam@gmail.com <p><strong>ความเป็นมาและเหตุผล:</strong> ต้อเนื้อเป็นโรคของเยื่อบุตาที่พบได้บ่อยในประเทศเขตร้อน และการกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัดยังคงเป็นปัญหาทางคลินิกที่สำคัญ เทคนิคการผ่าตัดที่นิยมใช้ ได้แก่ Bare Sclera Technique (BST) และ Conjunctival Autograft Transplantation (CAT) ซึ่งมีรายงานอัตราการกลับเป็นซ้ำแตกต่างกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong>เพื่อเปรียบเทียบอัตราการกลับเป็นซ้ำของต้อเนื้อภายใน 6 เดือนหลังการผ่าตัดระหว่างเทคนิค Bare Sclera Technique และ Conjunctival Autograft Transplantation และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของต้อเนื้อ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong>การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยต้อเนื้อที่เข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลอรัญประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 รวมผู้ป่วยทั้งสิ้น 100 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม BST จำนวน 50 ราย และกลุ่ม CAT จำนวน 50 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Chi-square หรือ Fisher’s exact test และการวิเคราะห์ลอจิสติกถดถอยแบบตัวแปรเดี่ยวและพหุตัวแปร</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong>ผู้ป่วยในกลุ่ม BST มีอายุเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่ม CAT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.01) ขณะที่ลักษณะพื้นฐานอื่น ๆ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการกลับเป็นซ้ำของต้อเนื้อในกลุ่ม BST สูงกว่ากลุ่ม CAT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 28.0 เทียบกับร้อยละ 4.0, <em>p</em>-value &lt; 0.01) อัตราภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดไม่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม จากการวิเคราะห์ลอจิสติกถดถอยแบบพหุตัวแปร พบว่าเทคนิค Bare Sclera Technique เป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระต่อการกลับเป็นซ้ำของต้อเนื้อ (Adjusted OR = 8.43; 95% CI 1.66–42.82; <em>p</em>-value = 0.010)</p> <p><strong>สรุป:</strong>การผ่าตัดต้อเนื้อด้วยเทคนิค Conjunctival Autograft Transplantation ให้ผลลัพธ์ด้านการลดอัตราการกลับเป็นซ้ำดีกว่า Bare Sclera Technique อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ต้อเนื้อ, Bare Sclera Technique, Conjunctival Autograft Transplantation, การกลับเป็นซ้ำ</p> 2026-09-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17635 ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้: การศึกษากึ่งทดลองในศูนย์สุขภาพชุมชนสะพานดำ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ 2026-05-25T09:35:37+07:00 พฤษรัตน์ อาจหาญ jee.jerry.mon@gmail.com พิชชาภา จันทิวาสน์ pitchapajantivas@gmail.com ชนันพร มงคลรัสฤษฏ์ Paowiman@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อระดับความดันโลหิต ความรู้เกี่ยวกับโรค และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 164 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 82 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยการให้ความรู้ การติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านไลน์กลุ่ม (LINE group) และการเยี่ยมบ้านอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงระยะเวลาการศึกษา 20 สัปดาห์ ประเมินผลก่อนการทดลอง หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 10 และสัปดาห์ที่ 20 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.18 และ <em>p</em>-value = 0.54 ตามลำดับ) ภายหลังการดำเนินโปรแกรมในสัปดาห์ที่ 10 และ 20 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ทุกตัวแปร <em>p</em>-value &lt; 0.001) สำหรับผลลัพธ์ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ก่อนการทดลองและในสัปดาห์ที่ 10 ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (<em>p</em>-value = 0.92 และ <em>p</em>-value = 0.07) แต่ในสัปดาห์ที่ 20 กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (12.9 ± 2.0 และ 10.8 ± 2.5 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ (42.8 ± 3.6 และ 35.9 ± 4.5 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ (42.2 ± 6.4 และ 39.8 ± 4.8 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อประเมินในสัปดาห์ที่ 20</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง เพิ่มความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โดยผลลัพธ์ชัดเจนในสัปดาห์ที่ 20 จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และศึกษาติดตามผลในระยะยาวเพื่อยืนยันความคงอยู่ของผลลัพธ์</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้, พฤติกรรมสุขภาพ, การวิจัยกึ่งทดลอง, การบริการปฐมภูมิ</p> 2026-07-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17496 ผลของการจัดกิจกรรมพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระหว่างส่งต่อ ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลวังน้ำเขียว 2026-04-28T13:39:18+07:00 อำพร แซ่อึ้ง trikunsae@gmail.com นุชนารถ อุดมญาติ nutchanard7@gmail.com เคลือวรรณ ศรีงาม wnkammy@gmail.com ณัฐธิสา สาระสระน้อย Natthisasarasanoi@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมพัฒนาความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระหว่างส่งต่อของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลวังน้ำเขียว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระหว่างส่งต่อ จำนวน 30 คน โดยได้รับกิจกรรมพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระหว่างส่งต่อ ประกอบด้วยการบรรยายวิชาการและการฝึกทักษะรายบุคคลด้วยสถานการณ์จำลอง เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระหว่างส่งต่อ เก็บข้อมูลก่อนจัดกิจกรรมพัฒนาและประเมินซ้ำภายใน 1 เดือนหลังได้รับกิจกรรมพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน และพิสัยระหว่างควอไทล์ เปรียบเทียบระดับการพัฒนาความรู้และทักษะของพยาบาลในภาพรวมด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test และเปรียบเทียบระดับการพัฒนาความรู้และทักษะระหว่างพยาบาลแผนกอื่นกับพยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินด้วยสถิติ Wilcoxon rank sum test และประเมินคุณภาพของกิจกรรมการพัฒนาโดยการคำนวณขนาดของอิทธิพล (effect size)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังกิจกรรมพัฒนา พยาบาลที่เข้าร่วมการวิจัยมีคะแนนความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (<em>p</em>-value &lt; 0.01) คะแนนความรู้เพิ่มจากมัธยฐาน 2.2 (IQR 2.0–2.5) เป็น 3.7 (IQR 3.6–4.4) (ค่าเฉลี่ย 2.4→3.9, SD 0.7→0.6) โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับใหญ่ (r = 0.620) และคะแนนทักษะเพิ่มจากมัธยฐาน 3.7 (IQR 3.2–4.0) เป็น 4.6 (IQR 4.3–4.8) (ค่าเฉลี่ย 3.7→4.5, SD 0.5→0.3) โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับใหญ่เช่นกัน (r = 0.609) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างพยาบาลทั้งสองกลุ่ม พบว่าพยาบาลแผนกอื่นมีระดับการพัฒนาสูงกว่าพยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านความรู้ โดยมีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (<em>p</em>-value = 0.02, r = 0.425) และในด้านทักษะ โดยมีขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ (<em>p</em>-value &lt; 0.01, r = 0.679) ซึ่งอาจอธิบายได้จากการที่พยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินมีพื้นฐานความรู้และทักษะสูงอยู่แล้วก่อนเข้าร่วมกิจกรรม (Ceiling effect)</p> <p><strong>สรุป:</strong> กิจกรรมพัฒนาความรู้และทักษะสามารถยกระดับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบระหว่างส่งต่อได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้วยขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ทั้งด้านความรู้และทักษะ และช่วยลดช่องว่างด้านสมรรถนะระหว่างพยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินและแผนกอื่น ควรนำไป ขยายผลฝึกอบรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานการดูแลและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ, การส่งต่อผู้ป่วย, พยาบาลวิชาชีพ, ความรู้และทักษะ, กิจกรรมพัฒนา</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17269 อัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์และเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ในการทำนายความล้มเหลวในการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมของโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันในโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา 2026-03-23T10:01:59+07:00 วิชชุตา อรรครัตนกุล saiparn_wk@hotmail.com <p><strong>ความเป็นมาและเหตุผล:</strong> ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และโดยทั่วไปผู้ป่วยมักได้รับการรักษาเบื้องต้นแบบไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามยังพบผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อน การใช้ตัวชี้วัดการอักเสบจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ค่า Neutrophil-to-Lymphocyte Ratio (NLR) และ Platelet-to-Lymphocyte Ratio (PLR) อาจช่วยในการทำนายความเสี่ยงของความล้มเหลวในการรักษาได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินความสามารถของค่า NLR และ PLR ในการทำนายความล้มเหลวของการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมในผู้ป่วยโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นแบบ Retrospective Cohort Study ทำในผู้ป่วยโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม ณ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 จำนวน 99 ราย เก็บข้อมูลประชากรพื้นฐาน อาการทางคลินิก และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คำนวณค่า NLR และ PLR วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ Chi-square test, T-test, Mann–Whitney U test และ Logistic Regression Analysis เพื่อหาค่าจุดตัด (Cut-off point) ที่เหมาะสมโดยใช้ ROC curve</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วย 99 รายพบการรักษาล้มเหลว 43 ราย (43.4%)ทั้งสองกลุ่มมีอายุและค่า BMI ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ความรุนแรงของโรคตาม Tokyo Guideline 2018 พบว่ากลุ่มที่รักษาล้มเหลวมีสัดส่วนผู้ป่วยระดับ Moderate–Severe สูงกว่ากลุ่มที่รักษาสำเร็จ (<em>p</em>-value&lt;0.01) ระยะเวลามีอาการเฉลี่ยในกลุ่มล้มเหลวสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (66.11±53.64 ชั่วโมง vs 36.88±32.84 ชั่วโมง, <em>p</em>-value&lt;0.01) ค่า Neutrophil (%) สูงกว่ามีความแตกต่างทางสถิติ (p=0.04) การวิเคราะห์ความสามารถของอัตราส่วน NLR และ PLR พบว่าค่า NLR &gt; 7.9 มี Sensitivity 51.2%, Specificity 62.5%, AUC 0.56 (95% CI: 0.46–0.66), Crude OR = 1.74 (95% CI: 0.77–3.91) และ Adjusted OR = 12.35 (95% CI: 0.98–154.39, <em>p</em>-value =0.051) ส่วนค่า PLR &gt; 173.43 มี Sensitivity 67.4%, Specificity 42.9%, AUC 0.55 (95% CI: 0.45–0.64), Crude OR = 1.55 (95% CI: 0.67–3.55) และ Adjusted OR = 5.32 (95% CI: 1.01–28.37, <em>p</em>-value =0.049)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันที่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมมีอัตราความล้มเหลว 43.4% โดยพบว่าค่า Neutrophil (%) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่รักษาสำเร็จและกลุ่มที่ล้มเหลว ขณะที่ค่า PLR &gt; 173.43 มีความสัมพันธ์กับความล้มเหลวของการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการปรับตัวแปรร่วม (<em>p</em>-value =0.049) ส่วนค่า NLR &gt; 7.9 มีแนวโน้มสัมพันธ์แต่ไม่ถึงระดับนัยสำคัญ (<em>p</em>-value =0.051) ผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่าทั้งค่า Neutrophil (%) และอัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ (PLR) อาจมีบทบาทในการช่วยประเมินความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมในผู้ป่วยถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและควรมีการศึกษายืนยันเพิ่มเติมในอนาคต</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> นิวโทรฟิล (Neutrophil), อัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์ (NLR), อัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ (PLR), ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน, การรักษาแบบอนุรักษ์นิยม</p> 2026-08-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17448 การสร้างภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน D จากการรับเลือด Asian-Type DEL 2026-07-03T14:17:17+07:00 ปาริชาต เดชพิชัย parichat.det@hotmail.com ชฎาพร จุติชอบ parichat.det@hotmail.com <p>Asian-Type Del Phenotype เป็นชนิดหนึ่งของ Del Phenotype ที่พบได้บ่อยในประชากรเอเชีย เกิดจากการแสดงออกของแอนติเจน Rh(D) ในระดับต่ำมาก โดยส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน RHD ตำแหน่ง 1227 ของ exon 9 จาก Guanine (G) เป็น Adenine (A) (c.1227G&gt;A) ส่งผลให้มีการแสดงออกของแอนติเจน D น้อยมากเพียง 3,000 ตำแหน่งต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง เมื่อตรวจด้วยวิธีทางซีโรโลยีในห้องปฏิบัติการทั่วไป จะให้ผล Rh เป็น Negative จำเป็นต้องใช้เทคนิค Adsorption-elution หรือเทคนิคทาง Molecular เท่านั้นในการแยก Asian-Type Del Phenotype ออกจาก Rh Negative บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษางานวิจัยที่ได้มีการรายงานเกี่ยวกับการสร้าง Anti-D Alloimmunization จากการรับเลือด Rh DEL Phenotype ในผู้ป่วย Rh Negative เนื่องจากมีความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการให้เลือด การป้องกันการสร้างแอนติบอดี และการบริหารจัดการทรัพยากรโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยการศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในระบบฐานข้อมูล PubMed, Scopus ซึ่งใช้คำสืบค้น ได้แก่ Rh Negative, Asian Type DEL, Del Phenotype, Alloimmunization ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วย Rh Negative สามารถถูกกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน D จากการรับเลือด Asian-Type Del ได้ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย การตรวจคัดกรองเพื่อระบุผู้บริจาคที่มี Asian-Type Del ออกจาก “True D-negative” จึงมีความสำคัญ นอกจากนี้จากการศึกษากลับไม่พบภาวะ Primary หรือ Secondary Anti-D Alloimmunization ในผู้ที่มี Asian-Type Del จากการได้รับหรือสัมผัสเลือด Rh Positive เลยการพิจารณาการให้เลือด Rh Positive แก่ผู้ที่เป็น Asian-Type Del จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในอนาคตที่ยังคงรอข้อมูลยืนยันจากการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะส่งผลดีทั้งต่อผู้ป่วยในแง่ของการได้รับโลหิตรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอยโลหิตหายาก อีกทั้งยังส่งผลดีต่องานบริการโลหิตในด้านการบริหารจัดการเลือด Rh Negative ที่มีความขาดแคลนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> Rh Negative, Rh Del Phenotype, Asian-Type DEL, alloimmunization</p> 2026-08-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3