Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> th-TH r3medjournal@spr.go.th (วานิสกร ยิ่งกำแหง) r3medjournal@spr.go.th (วานิสกร ยิ่งกำแหง) Tue, 07 Apr 2026 08:55:42 +0700 OJS 3.2.1.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ลักษณะและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด และผลลัพธ์จากการใช้แนวทางการรักษา Septic Shock/Sepsis โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17355 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด และผลลัพธ์จากการใช้แนวทางการรักษา Septic shock/Sepsis ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือช็อกจากการติดเชื้อ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 403 คน คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บข้อมูลด้านประชากร การติดเชื้อ ลักษณะทางคลินิก และการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test, Independent t-test และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตด้วย binary logistic regression กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value ≤ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 58.8) อายุ 61–70 ปี (ร้อยละ 43.2) ตำแหน่งการติดเชื้อที่พบบ่อยคือระบบทางเดินปัสสาวะ (ร้อยละ 42.4) และปอด (ร้อยละ 33.3) เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ <em>Escherichia coli</em> (ร้อยละ 26.8) เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มรอดชีวิตและเสียชีวิต พบว่า อายุ ลักษณะการเข้ารับการรักษา และ MEWS score แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ได้แก่ ความดันโลหิตซิสโตลิก &lt;110 mmHg, ค่า MAP ≤65 mmHg, Serum creatinine ≥1.15 mg/dL, ค่า baseline lactate &gt;4 mmol/L และ lactate clearance ที่ 6 ชั่วโมง &lt;10%</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ การทำงานของไตบกพร่อง และระดับ lactate ผิดปกติ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง การประเมินและรักษาตามแนวทาง Septic shock/Sepsis อย่างรวดเร็วและเหมาะสมอาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การติดเชื้อในกระแสเลือด, Septic shock, ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต, Lactate, แนวทางการรักษา</p> สิทธิชัย กิ่งแก้วเจริญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17355 Wed, 10 Jun 2026 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบใช้สารทึบรังสีและไม่ใช้สารทึบรังสี ในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบในผู้ใหญ่ ในโรงพยาบาลอุทัยธานี https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17337 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างแบบใช้สารทึบรังสีและไม่ใช้สารทึบรังสี ในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบและการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆที่นำมาด้วยอาการปวดท้องน้อยในผู้ใหญ่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective observational cohort study) ในผู้ป่วยอายุ ≥ 15 ปี ที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบ ณ โรงพยาบาลอุทัยธานี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 265 ราย ทบทวนภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่างจากภาพฉีด (CECT) และไม่ฉีดสารทึบรังสี (NECT) ในผู้ป่วยรายเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์หาค่า Accuracy, Sensitivity, Specificity, PPV และ NPV รวมทั้งเปรียบเทียบการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบและการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ระหว่างการตรวจทั้ง 2 วิธี โดยใช้ค่าสถิติ McNemar t-test เทียบกับผลการวินิจฉัยสุดท้ายและผลทางพยาธิวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ความแม่นยำในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบระหว่าง CECT และ NECT สูงใกล้เคียงกัน คือ 97.7% และ 96.2% ตามลำดับ โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value = 0.51) อีกทั้ง Sensitivity, Specificity, PPV และ NPV ของทั้งสองวิธียังให้ผลลัพธ์ในระดับสูงใกล้เคียงกัน แต่ในการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ พบว่า CECT สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำกว่า NECT อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value &lt; 0.01)</p> <p><strong>สรุป</strong>: การตรวจ NECT มีประสิทธิภาพสูงในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบใกล้เคียงกับ CECT จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้สารทึบรังสี แต่ในกรณีวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่นำมาด้วยอาการปวดท้องน้อย การตรวจ CECT ยังคงให้การวินิจฉัยสุดท้ายได้แม่นยำมากกว่า NECT</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ไส้ติ่งอักเสบ, วินิจฉัยแยกโรคปวดท้องน้อย, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องส่วนล่าง, สารทึบรังสี</p> ศิริวรรณ นพคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17337 Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความคุ้มค่าของการรักษาโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงในโรงพยาบาลชลบุรี https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17298 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาหลายรูปแบบ โดยข้อมูลด้านความคุ้มค่าในการรักษาจากเวชปฏิบัติจริงในโรงพยาบาลรัฐของประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายเดือนและความคุ้มค่าของการรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง ระหว่างยารับประทานแบบดั้งเดิม การฉายแสงแดดเทียม และยาฉีดชีวภาพ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงปานกลางขึ้นไป ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึง ตุลาคม 2568 แบ่งเป็น 3 กลุ่มการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่ายค่ายา ค่ายาทา ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และ ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เปรียบเทียบกับประสิทธิผล</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มยาฉีดชีวภาพมีค่ามัธยฐานคะแนน PASI ต่ำสุด เท่ากับ 2.9 และมีประสิทธิผลสูงสุดคือ ร้อยละ 100 แต่มีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 13,918.5 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายยาทาต่ำสุด เท่ากับ 994.5 บาทต่อเดือน กลุ่มยารับประทานมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยต่ำที่สุด เท่ากับ 4,583 บาทต่อเดือน และมีความคุ้มค่าสูงสุด เท่ากับ 7,892.8 บาทต่อผู้ตอบสนอง 1 ราย อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์แยกตามชนิดยา พบว่ายา Cyclosporine มีค่าใช้จ่ายต่อผู้ตอบสนองใกล้เคียงกับยาฉีดชีวภาพมากกว่ายารับประทานชนิดอื่น สำหรับกลุ่มฉายแสงแดดเทียมไม่พบผู้ตอบสนองในการศึกษานี้</p> <p><strong>สรุป:</strong> ยาฉีดชีวภาพให้ประสิทธิผลในการควบคุมโรคสะเก็ดเงินสูงที่สุด แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ยารับประทานแบบดั้งเดิมโดยรวมมีความคุ้มค่าที่สุด อย่างไรก็ตาม Cyclosporine มีค่าใช้จ่ายต่อผู้ตอบสนองใกล้เคียงกับยาฉีดชีวภาพ จึงควรพิจารณาการใช้ยาอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะในบริบทการรักษาระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> โรคสะเก็ดเงิน, ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์, ยารับประทานแบบดั้งเดิม, ยาชีวภาพ, การฉายแสงแดดเทียม</p> ปิยาภัค แสงทองพินิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17298 Fri, 12 Jun 2026 00:00:00 +0700 A ประสบการณ์ของมารดาในการดูแลบุตรวัยทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง รักษาที่หอผู้ป่วยกุมารเวช https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17198 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อบรรยายประสบการณ์ของมารดาในการดูแลบุตรวัยทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง รักษาที่หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลภาคเหนือแห่งหนึ่ง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงโดยเป็นมารดาที่ดูแลบุตรวัยทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง จำนวน 11 คน บุตรเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลภาคเหนือแห่งหนึ่ง ทำการเก็บรวมรวบข้อมูลระหว่าง เดือน มกราคม 2568 ถึง เดือน มีนาคม 2568 เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกร่วมกับการสังเกตและบันทึกเทป นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธี Colaizzy</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ประสบการณ์ของมารดาในการดูแลบุตรวัยทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรังมี 3 ประเด็นหลัก 1.ความหมายของการเจ็บป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง ได้แก่ การเกิดก่อนกำหนด หายใจเองไม่ได้ ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นระยะเวลานาน มีโรคแทรกซ้อนหลายระบบในร่างกายเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และเป็นภาวะที่กระทบต่อวิถีชีวิตทั้งครอบครัว 2. ความรู้สึกของการดูแลบุตรวัยทารกที่ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง มี 3 ด้าน 1) ด้านร่างกาย ได้แก่ ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ต้องคอยดูแลลูกตลอดเวลา 2) ด้านจิตสังคม ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวลการเจ็บป่วย กลัวลูกเสียชีวิต และ3) ด้านจิตวิญญาณ ได้แก่ ความหมายของชีวิต ความหวัง และพลังใจในการเผชิญความทุกข์จากการเจ็บป่วยของบุตร 3. ความต้องการการสนับสนุนจากทีมสุขภาพ ได้แก่ การสนับสนุนข้อมูลการเจ็บป่วยและการดูแลบุตร ความรู้ การฝึกทักษะการดูแลบุตร กำลังใจ และด้านเศรษฐกิจ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษานี้สามารถนำมาใช้กำหนดแนวทางการเตรียมความพร้อมมารดา การวางแผนจำหน่าย และการดูแลต่อเนื่องที่บ้านสำหรับทารกโรคปอดเรื้อรัง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ประสบการณ์, การดูแลบุตร, โรคปอดเรื้อรัง</p> ฉฏาธร ปรานมนตรี, นฤมล ธีระรังสิกุล, สุมาลี สุขประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17198 Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเอง 5 เอ ต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17343 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเอง 5 เอ ต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองกำแพงเพชรจังหวัดกำแพงเพชร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 ราย และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการตนเอง 5 เอ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าทีแบบสัมพันธ์กัน paired t test และ independent t test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการศึกษา พบว่า หลังได้รับโปรแกรมจัดการตนเอง 5 เอ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt;0.05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การจัดการตนเองเป็นกระบวนการในการพัฒนาความรู้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: โปรแกรมการจัดการตนเอง 5 เอ, กลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง, พฤติกรรมการจัดการตนเอง</p> สาริศา ทองมี, ศุภานัน ทองทวีโภคิน, ไกรศร จันทร์นฤมิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17343 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 ค่าพยากรณ์บวกของการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านม กลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลอุทัยธานี https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17332 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาค่าพยากรณ์บวกของการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมโดยการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์ กลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในโรงพยาบาลอุทัยธานี และศึกษาลักษณะของภาพแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านมที่สัมพันธ์กับการเป็นโรคมะเร็งเต้านม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยหญิงที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมที่โรงพยาบาลอุทัยธานี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ผลตรวจจัดอยู่ในกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ร่วมกับได้รับการตรวจชิ้นเนื้อที่เต้านมทางพยาธิวิทยา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จำนวนผู้ป่วยที่ทำแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมทั้งหมด 554 คน มีผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ร่วมกับมีผลตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาลอุทัยธานี จำนวน 90 คน แยกเป็น BI-RADS 5 จำนวน 29 คน ร้อยละ 32.2 และ BI-RADS 4 จำนวน 61 คน ร้อยละ 67.8 โดยมีผู้ป่วยที่วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด 50 คน ร้อยละ 55.6 ค่าพยากรณ์บวกของกลุ่ม BI-RADS 4 คือร้อยละ 36.1 และ BI-RADS 5 คือร้อยละ 96.6 และค่าพยากรณ์บวกรวมของสองกลุ่มคือร้อยละ 55.6</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การตรวจแมมโมแกรมร่วมกับอัลตร้าซาวด์เต้านมกลุ่ม BI-RADS 4 และ BI-RADS 5 ในโรงพยาบาลอุทัยธานี มีค่าพยากรณ์บวกในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมใกล้เคียงกับการศึกษาอื่นๆ และใกล้เคียงกับข้อมูลอ้างอิงของ BI-RADS assessment ซึ่งสะท้อนถึงความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ค่าพยากรณ์บวก, โรคมะเร็งเต้านม, แมมโมแกรม, อัลตร้าซาวด์</p> ปิยะมาศ จุลมุสิก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17332 Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความชุกของการเกิดภาวะสมองเสื่อมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก ที่เข้ารับบริการในคลินิก ผู้สูงอายุโรงพยาบาลระยอง ระหว่าง พ.ศ. 2566-2567 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17149 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของการเกิดภาวะสมองเสื่อมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก ที่เข้ารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลระยอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective study ในผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก (MetS) คัดกรองผลตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และเข้ารับการรักษาหรือบริการสุขภาพที่คลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลระยอง หรือศูนย์สุขภาพปฐมภูมิในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง จำนวน 286 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลด้านสุขภาพและ Thai Mental State Examination (TMSE) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test หรือ Fisher exact, Independent t-test, Mann-Whitney-U test และ Multiple Logistic Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก จำนวน 286 ราย มีภาวะสมองเสื่อม จำนวน 59 ราย (ร้อยละ 20.6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเกิดภาวะสมองเสื่อมวิเคราะห์ด้วย Multiple logistic regression ได้แก่ ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 70 ปี มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 4.10 เท่า (95%CI: 1.78–9.48, <em>p</em>-value&lt;0.01) ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมากกว่า 7.78 เท่า (95%CI: 1.47–41.04, <em>p</em>-value =0.02) น้ำหนักลด ≥3 กก. ใน 3 เดือน มากกว่า 9.55 เท่า (95%CI: 1.77–51.58, <em>p</em>-value =0.01) มีความเสี่ยงหกล้มมากกว่า 2.42 เท่า (95%CI: 1.02–5.74, <em>p</em>-value =0.05) และผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมมากกว่า 3.23 เท่า (95%CI: 1.41–7.44, <em>p</em>-value =0.01)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>พบความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่มีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก ร้อยละ 20.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างอิสระกับภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ อายุ &gt;70 ปี ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ น้ำหนักลด ≥3 กก. ภายใน 3 เดือน ความเสี่ยงต่อการหกล้ม และภาวะข้อเข่าเสื่อม จึงควรให้ความสำคัญกับการคัดกรองความบกพร่องทางสติปัญญาในคลินิกผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวพร้อมบูรณาการการประเมินโภชนาการ การป้องกันการหกล้ม และการดูแลโรคข้อเข่าเสื่อมในแนวทางการดูแลตามมาตรฐาน.</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ภาวะสมองเสื่อม, กลุ่มอาการทางเมตาบอลิก, ผู้สูงอายุ</p> คนึงนิด พาที ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17149 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้และทักษะการทำกายภาพบำบัดแก่ผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมอง https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17463 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมให้ความรู้และทักษะการทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินระหว่างเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนาโปรแกรม และการประเมิน ผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมองและผู้ป่วย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนพัฒนาโปรแกรม 30 คน และหลังพัฒนาโปรแกรม 30 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบประเมินความรู้ แบบประเมินทักษะการทำกายภาพบำบัด แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบผลก่อน – หลังโดยใช้สถิติ t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ผู้ดูแลมีระดับความรู้และทักษะการทำกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คะแนนความรู้หลังเข้าร่วมโปรแกรมเฉลี่ย 12.90 (<em>p</em>-value&lt;0.05) ทักษะการทำกายภาพบำบัดเฉลี่ย 30.8 (<em>p</em>-value &lt;0.05) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยเฉลี่ย 81.88 (<em>p</em>-value &lt;0.01) และระดับความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับสูงเฉลี่ย 4.8</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมให้ความรู้และทักษะการทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยมุสลิมที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมอง ที่ได้รับการพัฒนามีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนศักยภาพผู้ดูแลทั้งด้านความรู้และทักษะ ตลอดจนช่วยส่งเสริมความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย อีกทั้งผู้ดูแลมีความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง รวมทั้งสามารถต่อยอดเพื่อใช้กับกลุ่มผู้ป่วยอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, ผู้ดูแลผู้ป่วย, ผู้ป่วยมุสลิมที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมอง</p> นิตยา ทองขจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17463 Mon, 25 May 2026 00:00:00 +0700 กรณีศึกษา: การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองสะพานดำ จ. นครสวรรค์ https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17405 <p>ในปัจจุบันหลอดเลือดสมอง หรือ stroke เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความพิการและ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั่วโลกพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ปี 2562 พบผู้ป่วยมากกว่า 101 ล้านคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 12 ล้านคนต่อปี จากรายงานสถิติกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 349,126 ราย ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิต และเกิดความพิการ การดูแลที่ลดช่องว่างที่ขาดหายไป จึงเป็นระบบส่งต่อให้กับชุมชน เพื่อดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง โดยทีมสหวิชาชีพในรูปแบบบริการที่หลากหลาย โดยการรักษาแบบบูรณาการ ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ</p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการรักษา และการเปลี่ยนแปลงด้านสมรรถภาพทางกายความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ระดับความเครียด ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลางภายหลังได้รับการดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โดยใช้การศึกษาแบบกรณีศึกษา แบบเฉพาะเจาะจง</p> <p>กรณีศึกษาคือผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 70 ปี วินิจฉัยโรค ลมอัมพฤกษ์ มีอาการแขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง ปวดศีรษะ ลิ้นแข็งพูดไม่ชัด ผล CT Scan เกิด acute lacunuar Infarction หลังจากแพทย์จำหน่ายกลับบ้าน และเข้าสู่ระบบการส่งต่อให้กับหน่วยปฐมภูมิ โดยติดตามการเยี่ยมบ้านในชุมชนด้วยสหวิชาชีพ ประเมิน คัดกรอง วางแผนโดยการฟื้นฟูด้วยการนวดแบบราชสำนัก 60 นาที ประคบสมุนไพร 20 นาที ฝึกท่าฤาษีดัดตน ท่าที่ 6 และ 8 สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จำนวน 8 ครั้ง จากนั้นนวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมระยะเวลา 16 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีกำลังกล้ามเนื้อ (Moter power) เพิ่มขึ้นจากเกรด 3 เป็นเกรด 4 สอดคล้องกับ Barthel ADL Index จาก 14 คะแนน เป็น 20 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 42.8 ระดับความปวด ระดับ 6 (ปวดปานกลาง) ลดลงระดับ 2 (ปวดเล็กน้อย) คิดเป็น ร้อยละ 66.7 ระดับความเครียดลดลง จาก 57 คะแนน (ระดับสูง) เหลือ 40 คะแนน (ระดับกลาง) คิดเป็นร้อยละ 29.8</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการฟื้นฟูด้วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยในบริบทปฐมภูมิ มีประสิทธิภาพดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ แบบองค์รวม และเพิ่มคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นรูปแบบพัฒนาคุณภาพการรักษาแบบบูรณาการ จัดระบบบริการขยายผลในในเขตสุภาพ 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตระยะยาวต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ศาสตร์การแพทย์แผนไทย, โรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง, การฟื้นฟู</p> ปราณี คณทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17405 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 Mixed Small Cell Neuroendocrine Carcinoma and High-grade Urothelial Carcinoma with Sarcomatoid Differentiation Coexisting with (Primary/Metastatic) Melanoma of the Urinary Bladder: A Case Report https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17278 <p>Both mixed neuroendocrine non-neuroendocrine neoplasms and melanomas of the urinary bladder are rare, and the coexistence of these neoplasms is extremely rare. This case report highlights a 77-year-old male who presented with gross hematuria for the past 1 week. Transurethral resection of bladder tumor was performed and the resected tissue was sent for histopathology, which revealed mixed (1) small cell neuroendocrine carcinoma with a minor component of high-grade urothelial carcinoma with focal sarcomatoid differentiation and (2) melanoma (primary bladder melanoma is considered after exclusion of metastasis). This case highlights the critical role of meticulous histopathological evaluation in bladder tumors, as rare and aggressive neoplasms may coexist and require accurate diagnosis for appropriate management.</p> <p><strong>Keywords:</strong> mixed neuroendocrine non-neuroendocrine neoplasm (MiNEN); small cell neuroendocrine carcinoma; high-grade urothelial carcinoma; bladder melanoma; collision tumor; bladder neoplasms; case report.</p> Kamonchanok Chatnetiwut ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17278 Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0700