Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://thaidj.org/index.php/smj <p> </p> <table> <tbody> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อวารสาร </p> </td> <td width="467"> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อภาษาอังกฤษ</p> </td> <td width="467"> <p>Region 3 Medical and Public Health Journal</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>ชื่อย่อวารสาร</p> </td> <td width="467"> <p>R3 Med PHJ</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>วัตถุประสงค์ </p> </td> <td width="467"> <p>เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> </td> </tr> <tr> <td width="149"> <p>กำหนดการออก</p> </td> <td width="467"> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม-มีนาคม, เมษายน-มิถุนายน, กรกฎาคม-กันยายน,ตุลาคม-ธันวาคม) ของทุกปี</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> ISSN 2774-0579 (Online)</p> <p> ISSN 2821-9201 (Print) </p> <p>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 3000 บาท</p> <p>**กรณีมีความประสงค์จะให้มีการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (reviewer) จำนวน 3 ท่าน จะมีค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์ 4,000 บาท</p> <p>**วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 มีกระบวนการการประเมินบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพบทความ 2 ท่าน อย่างไรก็ตามถ้าผลการประเมินไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน ทางวารสารฯอาจมีกระบวนการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 1000 บาท (เพิ่มเติมจากที่ประกาศเดิม)</p> <p>โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี เลขที่บัญชี 633-0-58182-7</p> <p>ชื่อบัญชี วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3</p> <p>ผู้ส่งบทความต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนที่ทางวารสารจะดำเนินการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ถ้าบทความ <strong>“ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ (Rejected)”</strong> <strong>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ในทุกกรณี</strong></p> <p>วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการ ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร ค่าธรรมเนียมที่วารสารจัดเก็บมีไว้เพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาบทความเท่านั้น</p> <p> </p> th-TH r3medjournal@spr.go.th (วานิสกร ยิ่งกำแหง) r3medjournal@spr.go.th (วานิสกร ยิ่งกำแหง) Mon, 27 Jul 2026 15:40:05 +0700 OJS 3.2.1.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การสร้างภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน D จากการรับเลือด Asian-Type DEL https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17448 <p>Asian-Type Del Phenotype เป็นชนิดหนึ่งของ Del Phenotype ที่พบได้บ่อยในประชากรเอเชีย เกิดจากการแสดงออกของแอนติเจน Rh(D) ในระดับต่ำมาก โดยส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน RHD ตำแหน่ง 1227 ของ exon 9 จาก Guanine (G) เป็น Adenine (A) (c.1227G&gt;A) ส่งผลให้มีการแสดงออกของแอนติเจน D น้อยมากเพียง 3,000 ตำแหน่งต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง เมื่อตรวจด้วยวิธีทางซีโรโลยีในห้องปฏิบัติการทั่วไป จะให้ผล Rh เป็น Negative จำเป็นต้องใช้เทคนิค Adsorption-elution หรือเทคนิคทาง Molecular เท่านั้นในการแยก Asian-Type Del Phenotype ออกจาก Rh Negative บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษางานวิจัยที่ได้มีการรายงานเกี่ยวกับการสร้าง Anti-D Alloimmunization จากการรับเลือด Rh DEL Phenotype ในผู้ป่วย Rh Negative เนื่องจากมีความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการให้เลือด การป้องกันการสร้างแอนติบอดี และการบริหารจัดการทรัพยากรโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยการศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในระบบฐานข้อมูล PubMed, Scopus ซึ่งใช้คำสืบค้น ได้แก่ Rh Negative, Asian Type DEL, Del Phenotype, Alloimmunization ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วย Rh Negative สามารถถูกกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน D จากการรับเลือด Asian-Type Del ได้ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย การตรวจคัดกรองเพื่อระบุผู้บริจาคที่มี Asian-Type Del ออกจาก “True D-negative” จึงมีความสำคัญ นอกจากนี้จากการศึกษากลับไม่พบภาวะ Primary หรือ Secondary Anti-D Alloimmunization ในผู้ที่มี Asian-Type Del จากการได้รับหรือสัมผัสเลือด Rh Positive เลยการพิจารณาการให้เลือด Rh Positive แก่ผู้ที่เป็น Asian-Type Del จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในอนาคตที่ยังคงรอข้อมูลยืนยันจากการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะส่งผลดีทั้งต่อผู้ป่วยในแง่ของการได้รับโลหิตรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอยโลหิตหายาก อีกทั้งยังส่งผลดีต่องานบริการโลหิตในด้านการบริหารจัดการเลือด Rh Negative ที่มีความขาดแคลนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> Rh Negative, Rh Del Phenotype, Asian-Type DEL, alloimmunization</p> ปาริชาต เดชพิชัย, ชฎาพร จุติชอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17448 Wed, 19 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้: การศึกษากึ่งทดลองในศูนย์สุขภาพชุมชนสะพานดำ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17635 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อระดับความดันโลหิต ความรู้เกี่ยวกับโรค และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 164 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 82 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยการให้ความรู้ การติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านไลน์กลุ่ม (LINE group) และการเยี่ยมบ้านอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงระยะเวลาการศึกษา 20 สัปดาห์ ประเมินผลก่อนการทดลอง หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 10 และสัปดาห์ที่ 20 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.18 และ <em>p</em>-value = 0.54 ตามลำดับ) ภายหลังการดำเนินโปรแกรมในสัปดาห์ที่ 10 และ 20 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ทุกตัวแปร <em>p</em>-value &lt; 0.001) สำหรับผลลัพธ์ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ก่อนการทดลองและในสัปดาห์ที่ 10 ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (<em>p</em>-value = 0.92 และ <em>p</em>-value = 0.07) แต่ในสัปดาห์ที่ 20 กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (12.9 ± 2.0 และ 10.8 ± 2.5 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ (42.8 ± 3.6 และ 35.9 ± 4.5 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพ (42.2 ± 6.4 และ 39.8 ± 4.8 คะแนน; <em>p</em>-value &lt; 0.001) สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อประเมินในสัปดาห์ที่ 20</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง เพิ่มความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โดยผลลัพธ์ชัดเจนในสัปดาห์ที่ 20 จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ และศึกษาติดตามผลในระยะยาวเพื่อยืนยันความคงอยู่ของผลลัพธ์</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้, พฤติกรรมสุขภาพ, การวิจัยกึ่งทดลอง, การบริการปฐมภูมิ</p> พฤษรัตน์ อาจหาญ; พิชชาภา จันทิวาสน์, ชนันพร มงคลรังสฤษฏ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17635 Mon, 27 Jul 2026 00:00:00 +0700 อัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์และเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ในการทำนายความล้มเหลวในการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมของโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันในโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17269 <p><strong>ความเป็นมาและเหตุผล:</strong> ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และโดยทั่วไปผู้ป่วยมักได้รับการรักษาเบื้องต้นแบบไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามยังพบผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและเกิดภาวะแทรกซ้อน การใช้ตัวชี้วัดการอักเสบจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ค่า Neutrophil-to-Lymphocyte Ratio (NLR) และ Platelet-to-Lymphocyte Ratio (PLR) อาจช่วยในการทำนายความเสี่ยงของความล้มเหลวในการรักษาได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินความสามารถของค่า NLR และ PLR ในการทำนายความล้มเหลวของการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมในผู้ป่วยโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นแบบ Retrospective Cohort Study ทำในผู้ป่วยโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม ณ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 จำนวน 99 ราย เก็บข้อมูลประชากรพื้นฐาน อาการทางคลินิก และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คำนวณค่า NLR และ PLR วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ Chi-square test, T-test, Mann–Whitney U test และ Logistic Regression Analysis เพื่อหาค่าจุดตัด (Cut-off point) ที่เหมาะสมโดยใช้ ROC curve</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วย 99 รายพบการรักษาล้มเหลว 43 ราย (43.4%)ทั้งสองกลุ่มมีอายุและค่า BMI ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ความรุนแรงของโรคตาม Tokyo Guideline 2018 พบว่ากลุ่มที่รักษาล้มเหลวมีสัดส่วนผู้ป่วยระดับ Moderate–Severe สูงกว่ากลุ่มที่รักษาสำเร็จ (<em>p</em>-value&lt;0.01) ระยะเวลามีอาการเฉลี่ยในกลุ่มล้มเหลวสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (66.11±53.64 ชั่วโมง vs 36.88±32.84 ชั่วโมง, <em>p</em>-value&lt;0.01) ค่า Neutrophil (%) สูงกว่ามีความแตกต่างทางสถิติ (p=0.04) การวิเคราะห์ความสามารถของอัตราส่วน NLR และ PLR พบว่าค่า NLR &gt; 7.9 มี Sensitivity 51.2%, Specificity 62.5%, AUC 0.56 (95% CI: 0.46–0.66), Crude OR = 1.74 (95% CI: 0.77–3.91) และ Adjusted OR = 12.35 (95% CI: 0.98–154.39, <em>p</em>-value =0.051) ส่วนค่า PLR &gt; 173.43 มี Sensitivity 67.4%, Specificity 42.9%, AUC 0.55 (95% CI: 0.45–0.64), Crude OR = 1.55 (95% CI: 0.67–3.55) และ Adjusted OR = 5.32 (95% CI: 1.01–28.37, <em>p</em>-value =0.049)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันที่รักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมมีอัตราความล้มเหลว 43.4% โดยพบว่าค่า Neutrophil (%) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่รักษาสำเร็จและกลุ่มที่ล้มเหลว ขณะที่ค่า PLR &gt; 173.43 มีความสัมพันธ์กับความล้มเหลวของการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการปรับตัวแปรร่วม (<em>p</em>-value =0.049) ส่วนค่า NLR &gt; 7.9 มีแนวโน้มสัมพันธ์แต่ไม่ถึงระดับนัยสำคัญ (<em>p</em>-value =0.051) ผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่าทั้งค่า Neutrophil (%) และอัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ (PLR) อาจมีบทบาทในการช่วยประเมินความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมในผู้ป่วยถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันและควรมีการศึกษายืนยันเพิ่มเติมในอนาคต</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> นิวโทรฟิล (Neutrophil), อัตราส่วนนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์ (NLR), อัตราส่วนเกล็ดเลือดต่อลิมโฟไซต์ (PLR), ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน, การรักษาแบบอนุรักษ์นิยม</p> วิชชุตา อรรครัตนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Region 3 Medical and Public Health Journal - วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://thaidj.org/index.php/smj/article/view/17269 Fri, 21 Aug 2026 00:00:00 +0700