การพัฒนารูปแบบการจัดการผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experiental Research) กลุ่มทดลอง จำนวน 1 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง ตัวอย่างคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย แบบวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง แบบสอบถาม จำนวน 4 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้โรคเบาหวาน แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง แบบสอบถามโปรแกรมการปฏิบัติในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน และผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ระยะเวลาในการศึกษา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานด้วย Paired t-test กำหนดนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 83.33 โดยมีอายุเฉลี่ย 63 ปี (SD. = 5.72) ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเบาหวาน เฉลี่ย 13.00 ปี
(SD. = 4.98) มีโรคแทรกซ้อน ร้อยละ 63.33 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน พบว่า ก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่ความรู้ระดับสูง ร้อยละ 70.00 มีคะแนนเฉลี่ย 17.47 หลังการทดลอง ส่วนใหญ่ความรู้ระดับสูง ร้อยละ 90.00 มีคะแนนเฉลี่ย 17.83 ผลต่างค่าคะแนนเฉลี่ยก่อน-หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนเพิ่มขึ้น 0.36 คะแนน (95%CI = 0.16 - 0.56) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <0.001 การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่การรับรู้ระดับสูง ร้อยละ 83.33 มีคะแนนเฉลี่ย 4.45 ส่วนหลังการทดลอง ส่วนใหญ่
มีการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองระดับสูง ร้อยละ 100 มีคะแนนเฉลี่ย 4.74 ผลต่างค่าคะแนนเฉลี่ยก่อน-หลังการทดลอง เพิ่มขึ้น 0.29 คะแนน (95%CI = 0.21 - 0.37) ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <0.001 และพฤติกรรมการปฏิบัติในการดูแลตนเองผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่พฤติกรรมการปฏิบัติระดับปานกลาง ร้อยละ 83.33 มีคะแนนเฉลี่ย 3.29 หลังการทดลองส่วนใหญ่พฤติกรรมการปฏิบัติระดับสูง ร้อยละ 90.00 มีคะแนนเฉลี่ย 4.11 ผลต่างค่าคะแนนเฉลี่ยก่อน-หลังการทดลอง เพิ่มขึ้น 0.82 คะแนน (95%CI = 0.75-0.89) ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <0.001 ทั้งนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่ระดับน้ำตาลในเลือดระดับสูง ร้อยละ 60.00 ค่าเฉลี่ย 8.01 เปอร์เซ็นต์ หลังการทดลอง ส่วนใหญ่ระดับน้ำตาลในเลือดในระดับค่อนข้างสูง ร้อยละ 66.66 มีค่าเฉลี่ย 7.24 เปอร์เซ็นต์ ผลต่างระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยก่อน-หลังการทดลอง ลดลง 0.77 เปอร์เซ็นต์ (95%CI = 0.19 – 1.35) ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.0085
โดยสรุป ผลของรูปแบบการจัดการผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดไม่ได้ที่พัฒนาขึ้น สามารถส่งเสริมการรับรู้และพัฒนาพฤติกรรมเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยเบาหวาน สามารถช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มกลุ่มเสี่ยงต่างๆในพื้นที่ได้เช่นเดียวกัน
คำสำคัญ : กิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อ 2 ส, การรับรู้, พฤติกรรมสุขภาพ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด