ผลของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ เป็นปัญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพการพยาบาล แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดอุบัติการณ์
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะต่ออุบัติการณ์การติดเชื้อ และการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะของพยาบาลวิชาชีพ ก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 20 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย และศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลอุทัยธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 32 ราย ดำเนินการวิจัยระหว่าง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของพยาบาลวิชาชีพ และผู้ป่วย แบบสังเกตการปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และแบบเฝ้าระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ 4 หมวดกิจกรรม ได้แก่ (1) การพิจารณาความจำเป็นในการใส่และถอดสายสวนปัสสาวะ (2) การใช้เทคนิคปราศจากเชื้อในการใส่สายสวน (3) การดูแลสายสวนปัสสาวะอย่างถูกต้องเหมาะสม และ (4) ระบบเฝ้าระวังและบันทึกข้อมูล ร่วมกับแผนการสอนที่ประกอบด้วยการสอนผ่านคอมพิวเตอร์ เอกสารการสอนวีดิทัศน์ และโปสเตอร์ให้ความรู้
เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.97 นำไปทดลองใช้ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ พิสัยและมัธยฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติไควสแควร์และสถิติฟิชเชอร์
ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ อุบัติการณ์การติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงจาก 2.28
เป็น 0.69 ครั้งต่อ 1,000 วันใส่สายสวนปัสสาวะ และสัดส่วนการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก ร้อยละ 50.51 เป็นร้อยละ 96.57 ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ : แนวปฏิบัติ, ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ