ผลการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง ต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันและระดับความพิการในบริบทโรงพยาบาลชุมชน

ผู้แต่ง

  • มัลลิกา ภิรมย์บุญ กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
  • กู้เกียรติ ทุดปอ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คำสำคัญ:

ผู้ป่วยระยะกลาง, การฟื้นฟูในชุมชน, กายภาพบำบัด

บทคัดย่อ

การดูแลระยะเปลี่ยนผ่านในผู้ป่วยกึ่งเฉียบพลันมีความสำคัญต่อการพยากรณ์สมรรถภาพผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate Care: IMC) ต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันและระดับความพิการในบริบทโรงพยาบาลชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอนหลัก คือ1) Planning 2) Action 3) Observation และ 4) Reflection รวมการพัฒนาทั้งระบบ 3 วงรอบพัฒนา ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ตุลาคม 2564 - มกราคม 2566 การศึกษานี้ได้ดำเนินการพิจารณาจริยธรรมโดยคณะกรรมการวิจัยระดับโรงพยาบาล โรงพยาบาลนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม (เลขที่ EC 2565-022) เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ 1) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยใช้แบบประเมิน Barthel Index score ฉบับภาษาไทย 2) แบบประเมินระดับความพิการ (Modified Rankin Scale: MRS) และ3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการ จากการปฏิบัติงานที่ผ่านมาพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง ได้แก่ การเข้าถึงบริการฟื้นฟูไม่ทั่วถึง ความไม่ต่อเนื่องของการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย และขาดการวิเคราะห์ปัญหาผู้ป่วยร่วมกันกับสหวิชาชีพ ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาด้านอื่นให้ผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม การศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การศึกษา ทั้งหมด 36 คน จำแนกเป็นผู้ป่วย Stroke จำนวน 32 ราย คิดร้อยละ 89 และผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปมีภาวะสะโพกหักจำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.5 โดยเปรียบเทียบคะแนน Barthel Index Score หลังจำหน่ายและประเมินทุกเดือน จนครบ 6 เดือน พบว่าคะแนน Barthel Index ในผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนแรกอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) และเมื่อเปรียบเทียบคะแนน MRS หลังจำหน่ายผู้ป่วยในระยะ 6 เดือนพบว่า คะแนนระดับความพิการลดลงตั้งแต่เดือนแรกที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องแบบองค์รวมสามารถเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้มากขึ้นและลดระดับความพิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยหรือผู้ดูแลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องประเมินคะแนนระดับความพึงพอใจในระดับมาก ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานประจำ เป็นแนวทางในการทำงานสำหรับดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อเนื่องภายหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาลชุมชนสู่ชุมชนอย่างครอบคลุม ในอนาคตอาจมีจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องโรคแก่ประชาชนในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนอกจากนี้การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางอาจจะปรับตามบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

O’Brien MK, Lanotte F, Khazanchi R, Shin SY, Lieber RL, Ghaffari R, et al. Early prediction of poststroke rehabilitation outcomes using wearable sensors. Phys Ther 2024;104:pzad183.

Le Danseur M. Stroke Rehabilitation. Crit Care Nurs Clin North Am 2020;32:97–108.

Brandstater ME, Shutter LA. Rehabilitation interventions during acute care of stroke patients. Top Stroke Rehabil 2002;9(2):48–56.

สมศักดิ์ เทียมเก่า. อุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองประเทศไทย. วารสารประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย 2022; 39(2):39-46

Ju YW, Lee JS, Choi YA, Kim YH. Causes and trends of disabilities in community-dwelling stroke survivors: a population-based study. Brain Neurorehabil 2022; 15(1):e5.

สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย: การประเมินผลระบบการให้บริการการดูแลระยะกลาง (intermediate care). นนทบุรี: สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ; 2562.

Buntin MB, Colla CH, Deb P, Sood N, Escarce JJ. Medicare spending and outcomes after postacute care for stroke and hip fracture. Med Care 2010;48(9):776-84.

Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Geelong, Victoria: Deakin University Press; 1988.

ปิยะภัทร เดชพระธรรม, รัตนา มั่นะพันธ์, ประเสริฐพร จันทร, สมลักษณ์ เพียรมานะกิจ, เสาวลักษณ์ จันทรเกษมจิต, อำไพ อยู่วัลย์. ความน่าเชื่อถือของแบบประเมินบาร์เธลฉบับภาษาไทยในผู้ป่วยโรคอัมพาตหลอดเลือดสมอง. เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร 2549;16(1):1-9.

Quinn TJ, Dawson J, Walters MR, Lees KR. Reliability of the modified Rankin scale:

a systematic review. Stroke 2009;40(10):3393-5.

Murie-Fernández M, Laxe S. Comparison of stroke neurorehabilitation in Spain and in Europe. Neurologia 2018;35(5):354-5.

Cocco C, Siotto M, Guerrini A, Germanotta M, Falchini F, Cipollini V, et al. Gender differences in subacute post-stroke patients during rehabilitation: Functional, cognitive, and nutritional insights. Neurol Int 2025; 17(12):193.

Haast RA, Gustafson DR, Kiliaan AJ. Sex differences in stroke. Journal of Cerebral Blood Flow & Metabolism 2012;32(12):2100-7.

Mundt M, Stahmeyer K, von der Heiden B. Validation of the German Barthel index and reference values from a representative population survey. Health Qual Life Outcomes 2020; 18(1):155.

Hagins M, Rundle K. Effect size in statistical reporting in rehabilitation research. Phys Ther Rev 2016;21(3-4):166-74.

Kwakkel G, Lannin NA, Borschmann KN, English C, Ali M. Time course of functional recovery after stroke: a systematic review and meta-analysis. Stroke 2017; 48(5):1466–70.

Parasuraman A, Zeithaml VA, Berry LL. SERVQUAL: a multiple-item scale for measuring consumer perceptions of service quality. J Retailing 1988;64(1):12–40.

Donabedian A. An introduction to quality assurance in health care. Oxford: Oxford University Press; 2003.

ณีนุช วงค์เจริญ, ทัศนมินทร์ รัชตธนรัชต์, พิสิษฐ์ สมงาม. การพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องที่บ้านของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน 2563; 6(04):61-71.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-19

วิธีการอ้างอิง