ผลการให้คำแนะนำเทคนิคการใช้ยาสูดพ่นโดยเภสัชกร ร่วมกับการใช้สื่อมัลติมีเดียในผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
คำสำคัญ:
โรคหืด, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, การบริบาลเภสัชกรรม, ยาสูดพ่น meter dose inhaler (MDI)บทคัดย่อ
ปัจจุบันมีการนำยาสุดพ่นมาใช้ในการรักษาโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมากขึ้น แต่ข้อมูลจากหลายการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ใช้ยาสูดพ่นได้ถูกต้องมีเพียงร้อยละ 20.0-40.0 เท่านั้น ทำให้ยาเข้าถึงตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ได้ไม่ดีการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการให้คำแนะนำเทคนิคการใช้ยาสุดพ่นแก่ผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยการใช้สื่อมัลติมีเดีย เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง ในคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ repeated measure ANOVA และสถิติ paired t-test มีู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 63 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 61.51 ปี ไม่มีโรคร่วม ระยะเวลาที่เป็นโรคเฉลี่ย 10.76 ปี เทคนิคการใช้ยาสูดพ่นแบบ Meter Dose Inhaler (MDI) ผู้ป่วยมีคะแนนความถูกต้องเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (จาก 7.22 คะแนนเป็น 8.54 และ 8.16 คะแนน, p<0.05) ผลลัพธ์ทางคลินิกจำนวนครั้งการมารักษาอาการหอบกำเริบเฉียบพลันที่ห้องฉุกเฉินเฉลี่ยลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (จาก 3.40 ครั้งเป็น 1.67 ครั้ง, p<0.05) จำนวนครั้งการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบรุนแรงเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (จาก 0.78 ครั้งเป็น 0.40 ครั้ง, p<0.05) ต้นทุนมูลค่ายาสูดพ่นเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (จาก 3,613.11 บาทเป็น 2,643.56 บาท, p<0.05) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการบริบาลเภสัชกรรมอยู่ในระดับมากที่สุดและระดับมาก การให้คำแนะนำเทคนิคการใช้ยาสูดพ่นโดยเภสัชกรร่วมกับการใช้สื่อมัลติมีเดียในผู้ป่วยผู้ใหญ่โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาสูดพ่นได้ถูกต้องมากขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น และมูลค่ายาสูดพ่นลดลง แต่การให้คำแนะนำเทคนิคการใช้ยาสูดพ่นควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยมีแนวโน้มพ่นยาได้ถูกต้องลดลง
Downloads
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
วิธีการอ้างอิง
ฉบับ
บท
การอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 Journal of Health Science- วารสารวิชาการสาธารณสุข

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

