การเปรียบเทียบผลของการนวดปรับโครงสร้างข้อต่อกับการนวดไทยสายราชสำนักเพื่อบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อส่วนบนเรื้อรังในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผู้แต่ง

  • เจษฎา แซ่หยัง คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา
  • จุฬาลักษณ์ โชคไพศาล คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา
  • วริศรา ปันธิโป เจษฎาคลินิกการแพทย์แผนไทย อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
  • พรรณนารา ขาวเต็มดี คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา
  • มาเรียม หะยีแวสะแลแม คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา

คำสำคัญ:

นวดปรับโครงสร้างข้อต่อ, นวดบำบัด, นวดราชสำนัก, ออฟฟิศซินโดรม

บทคัดย่อ

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม หรือปวดกล้ามเนื้อส่วนบนเรื้อรัง พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ โดยมีการนวดเป็นหนึ่งในวิธีการรักษา เช่น การนวดตามสูตรราชสำนัก การนวดตามสูตรเชลยศักดิ์ การนวด ดึง ดัด กระดูก แต่ยังไม่มีรูปแบบการนวดรักษาที่เป็นแนวทางชัดเจน จึงมีการศึกษากลุ่มอาการนี้ด้วยวิธีการรักษาให้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนคือ การนวดปรับโครงสร้างข้อต่อ ดังนั้น การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการรักษาด้วยวิธีการนวดปรับโครงสร้างข้อต่อ เทียบกับการนวดรักษาตามสูตรราชสำนัก โรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 และ 5 หลัง ในการลดความเจ็บปวด จำนวน 36 คน ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณ บ่า คอ ไหล่ หลัง มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย กลุ่มละ 18 คน ทำการรักษาตามวิธีการรักษาของแต่ละกลุ่ม ใช้เวลาการรักษาครั้งละ 15 นาที ติดต่อกัน 3 วัน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยวัดระดับความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด (pressure pain threshold: PPT) ระดับความเจ็บปวดของผู้ป่วย (pain score, visual analogue scale: VAS) ความอ่อนตัวก้มไปข้างหน้า (trunk forward flexion test: TFFT) สมรรถภาพความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวไหล่ (back scratch test: BST) และองศาคอ (cervical range of motion: CROM) ก่อนการรักษา และหลังการจบการรักษาครั้งสุดท้าย ผลการศึกษาพบว่า ค่าของ PPT, VAS, CROM และ BST หลังการรักษาของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ทั้ง 2 วิธีการรักษานี้ ประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนบนเรื้อรังหรือ อาการออฟฟิศซินโดรมได้ โดยมีค่า PPT, CROM และ BST เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีค่า VAS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

ฉันชาย สิทธิพันธุ์. การดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจระยะสุดท้าย. ใน: ลักษมี ชาญเวชช์, ประถมาภรณ์ จันทร์ทอง, กิติพล นาควิโรจน์, ปิยพร ทิสยากร, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. ขอนแก่น: สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย; 2564. หน้า 604.

บุษยามาส ชวสิกุลยง. อาการของระบบทางเดินหายใจ. ใน: ลักษมี ชาญเวชช์, ประถมาภรณ์ จันทร์ทอง, กิติพล นาควิโรจน์, ปิยพร ทิสยากร, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. ขอนแก่น: สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย; 2564. หน้า 277-8.

Gillon S, Clifton IJ. Breathlessness in palliative care: a practical guide. British Journal of Hospital Medicine 2019;80(2):72-7.

ศิริรัตน์ ปานอุทัย. การพยาบาลแบบประคับประคองในผู้สูงอายุ. พยาบาลสาร 2563;47(1):454-66.

สิกานต์ บุนนาค, จิตนภา วาณิชวโรตม์. การดูแลแบบประคับประคองในผู้สูงอายุ. ใน: ปฐมพร ศิริประภาศิริ, เดือนเพ็ญ ห่อรัตนาเรือง, บรรณาธิการ. คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะสุดท้าย (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์). นนทบุรี: องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2563. หน้า 227.

ดาริน จตุรภัทรพร, ภรเอก มนัสวานิช. การดูแลประคับประคองในการบริบาลผู้สูงอายุ. ใน: ลักษมี ชาญเวชช์, ประถมาภรณ์ จันทร์ทอง, กิติพล นาควิโรจน์, ปิยพร ทิสยากร, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. ขอนแก่น: สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย; 2564. หน้า 635.

ศรีเวียง ไพโรจน์กุล, ปาริชาติ เพียสุพรรณ. แนวทางการดำเนินงานศูนย์ดูแลประคับประคองในโรงพยาบาลศูนย์การุณรักษ์. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา; 2560.

Hagan TL, Xu J, Lopez RP, Bressler T. Nursing’s role in leading palliative care: a call to action. Nurse Education Today 2018;61:216-9.

นิตยา ทรัพย์วงศ์เจริญ, ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล. บทบาทพยาบาลในการดูแลแบบประคับประคองในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ. วารสารพยาบาลทหารบก 2563;21(1):26-34.

Sekse RJT, Hunskår I, Ellingsen S. The nurse’s role in palliative care: a qualitative meta-synthesis. Journal of Clinical Nursing 2018;27(1-2):21-38.

ศรีเวียง ไพโรจน์กุล. ความสำคัญของการดูแลแบบประคับประคองและคำจำกัดความที่เกี่ยวข้อง. ใน: ลักษมี ชาญเวชช์, ประถมาภรณ์ จันทร์ทอง, กิติพล นาควิโรจน์, ปิยพร ทิสยากร, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. ขอนแก่น: สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย; 2564. หน้า 3-11.

Dehghani F, Barkhordari-Sharifabad M, Sedaghati- kasbakhi M. Effect of palliative care training on perceived self efficacy of the nurses. BMC Palliative Care 2020; 19(63):1-6.

Kim JS, Kim J, Gelegjamts D. Knowledge, attitude and self-efficacy towards palliative care among nurses in Mongolia: A cross-sectional descriptive study. PLoS ONE 2020;15(7):1-15.

Fuoto A, Turner KM. Palliative care nursing communication: An evaluation of the COMFORT model. Journalof Hospice and Palliative Nursing 2019;21(2):124-30.

Kurnia TA, Trisyani Y, Prawesti A. Factors associated with nurses’self-efficacy in applying palliative care in intensive care unit. Jurnal Ners 2019;13(2):219-26.

Koppel M, Onwuteaka-Philipsen BD, Steen JT, Kylänen M, Block L, Smets T. et al. Care staff’s self-efficacy regarding end-of-life communication in the long-term care setting: results of the PACE cross-sectional study in six European countries. International Journal of Nursing Studies 2019;92:135-43.

สำราญ เจือจันทร์, ธัญญารัตน์ กุลณิชจิตต์เมธี, สมหญิง โควัศวนนท์. ความสามารถของพยาบาลในการประเมินและจัดการอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยมะเร็งลุกลาม. วารสารโรคหัวใจและทรวงอก 2564;32(1):214-27.

Bandura A. Self-efficacy mechanism in human agency. Am Psychol 1982;37(2):122-47.

Bandura A. Self-efficacy: the exercise of control. New York: WH Freeman; 1997.

Carey ML, Zucca AC, Freund MA. Systematic review of barriers and enablers to the delivery of palliative care by primary care practitioners. Palliat Med 2019;33(9): 1131-45.

Salins N, Ghoshal A, Hughes S. How views of oncologists and haematologists impacts palliative care referral: A systematic review. BMC Palliative Care 2020;19(1): 175.

Phoosuwan N, Lundberg P. Knowledge, attitude and self-efficacy program intended to improvepublic health professionals’ ability to identify and manage perinatal depressive symptoms. BMC Public Health 2020;20:1926.

ขนิตฐา หาญประสิทธิคำ, อัจฉริยา ปทุมวัน, สมทรง จุไรทัศนีย์, อุมาภรณ์ ไพศาลสุทธิเดช. ผลของโครงการอบรมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต่อความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของพยาบาล. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2554;17(1):126-40.

แพรวพรรณ ปราโมช, สุปรีดา มั่นคง, ประคอง อินทรสมบัติ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต่อความรู้และการรับรู้สมรรถนะในตนเองของพยาบาลวิชาชีพ. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2554;17(1):41-56.

ศมนนันทน์ ทัศนีย์สุวรรณ, ธาวินี ช่วยแท่น, เพ็ญพิชชา ถิ่นแก้ว, กิตติกร นิลมานัต, กัลยา แซ่ชิต. ผลของโปรแกรมการอบรมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองต่อสมรรถนะการดูแลแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคใต้. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ 2563;40(2):22-32.

Newmann FM, Wehlage GG. Five standards of authentic instruction. Educational Leadership 1993;50:8-12.

วัฒนา ชยธวัช. ขนาดอิทธิพลและอำนาจทดสอบในการกำหนดขนาดตัวอย่างสำหรับวิจัยทางคลินิก. วารสารหมอยาไทยวิจัย 2561;4(1):67-75.

Guerrero JG, Attallah DM, Gomma NH. Improvements in practising nurses’ knowledge, skills, self-efficacy,

confidence, and satisfaction after a simulated clinical experience of caring for a patient undergoing chemotherapy: A quasi-experimental study. BMC Nurs 2024;23:66.

Christensen L. Are clinical instructors preventing or provoking adverse events involving students: a contemporary issue. Nurse Education Today 2018;70:121-3.

Lee J, Campbell S, Choi M, Bae J. Authentic learning in healthcare education: a systematic review. Nurse

Education Today 2022;119:105596.

Dahlke S, Hannesson T. Clinical faculty management of the challenges of being a guest in clinical settings: an

exploratory study. J Nurs Educ 2016;55:91-5.

Bourne MJ, Smeltzer SC, Kelly MM. Clinical teacher self-efficacy: a concept analysis. Nurse Education in

Practice 2021;52:103029.

Abusubhiah M, Walshe N, Creedon R, Noonan B, Hegarty J. Self-efficacy in the context of nursing education

and transition to practice as a registered practitioner: a systematic review. Nursing Open 2023;10(10):6650-67.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-29

วิธีการอ้างอิง