ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนดงเจนวิทยาคม อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา

ผู้แต่ง

  • ธนญญ์นภสสร์ ไชยมงคล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนดงเจนวิทยาคม อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ร่วมกับการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling จากจำนวนนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 185 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ โดยได้รับอนุญาตให้ใช้แบบทดสอบจากกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จากคู่มือประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็กและเยาวชนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งผ่านการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกและค่าดัชนีวัดองค์ประกอบ ประกอบไปด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป, 2) ความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอ้วน (KR-20 = 0.70), 3) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.74), 4) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการป้องกันโรคอ้วน (α = 0.79),  5) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเองเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.79), 6) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.82), 7) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันโรคอ้วน (α = 0.52) และ 8) พฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน (α = 0.82) ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ Spearman's Rank Correlation ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมของความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับเพียงพอ (mean=89.17±13.99) เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (mean=17.39±3.58) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ (mean=18.61±4.43) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง (mean=17.29±3.87) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (mean=17.42±4.26) และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (mean=13.48±2.93) อยู่ในระดับพอใช้ได้ ขณะที่ด้านความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ อยู่ในระดับไม่ถูกต้อง (mean=4.98±1.78) ส่วนพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน อยู่ในระดับพอใช้ได้ (mean=61.83±6.13) นอกจากนี้ ความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพ และการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน (ρ=0.233, ρ=0.001), (ρ=0.216, ρ=0.003) ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาโปรแกรมที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ เรื่องโรคอ้วนที่ถูกต้องควบคู่กับทักษะการจัดการคนเองของนักเรียนร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอาหารและกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมป้องกันโรคอ้วนของนักเรียนอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2557). คู่มือประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็กและเยาวชนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน. สืบค้น 6 มกราคม 2569 สืบค้นจาก https://hed.hss.moph.go.th/guideline/

กันต์กนิษฐ์ ทวีทรัพย์ และคณะ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วนในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี, 21(2) : 97 - 108.

ธีรวุฒิ เอกะกุล. (2543). ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี.

นุชจรีย์ ทรัพย์สอน. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับภาวะน้ำหนักเกินของเด็กวัยเรียน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ. วารสารสาธารณสุขมูลฐานภาคกลาง, 37(3) : 30 - 40.

บัณฑิตา พัฒนี และนิยม จันทร์นวล. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับโรคอ้วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน, 9(2) : 459 - 469.

ระบบสารสนเทศสนับสนุนงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2568). ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน. สืบค้นจาก https://dashboard.anamai.moph.go.th/dashboard/overweightstudent?year=2025

วลัยพร กาฬภักดี และคณะ. (2565). ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารสาธารณสุขล้านนา, 18(1) : 80 - 91.

อรพินท์ สีขาว และสุทธิศรี ตระกูลสิทธิโชค. (2567). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนวัย 10-18 ปี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 34(2) : 72 - 85.

Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. Page 22. New York: W.H. Freeman.

Chamaiporn Thongphet and Monthakarn Chuemchit (2025). Health Literacy to Prevent Obesity in High School Students, Phatthalung Province, Thailand. International Journal of Nursing Education, 17(4), 1-13.

Lu Liu et al. (2025). Nutritional literacy and health behaviors in primary school students in China: A cross-sectional study. BMC Public Health, 25(2275), 1-12. https://doi.org/10.1186/s12889-025-23420-w

NCD Risk Factor Collaboration. Worldwide trends in underweight and obesity from 1990 to 2022: a pooled analysis of 3663 population-representative studies with 222 million children, adolescents, and adults. The Lancet 2024. 16;403(10431):1027-1050. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(23)02750-2

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-2078. https://doi.org/10.1016/j.socscimed.2008.09.050

Robert V. Krejcie and Earyle W. Morgan. Educational and Psychological Measurement. (Washington, DC:The Mid Atlantic Equity Center, 1970).

Sorensen, K., Broucke, S. V., Fullam, J., Doyle, G., Pelikan, J., Slonska, Z., & Brand, H. (2012). Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12(1), 80-93. http://www.biomedcentral.com/1471-2458/12/80

UNICEF. (September 2025). Feeding Profit: How food environments are failing children - 2025 Child Nutrition Report. https://data.unicef.org/resources/feeding-profit-2025-child-nutrition-report/

World Obesity (March 2025). Majority of countries ‘unprepared’ for rising obesity level, experts warn. https://www.worldobesity.org/news/world-obesity-atlas-2025-majority-of-countries-unprepared-for-rising-obesity-level

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-17

วิธีการอ้างอิง