การพัฒนารูปแบบการรับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม โดยการเยี่ยมบ้านทางไกลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

ผู้แต่ง

  • อัจฉรพรรณ ค้ายาดี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท
  • สุมาลย์ โชติช่วง โรงพยาบาลสว่างอารมณ์

คำสำคัญ:

การรับรู้ความสามารถของตนเอง, แรงสนับสนุนทางสังคม, การเยี่ยมบ้านทางไกล, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, การมีส่วนร่วมของชุมชน

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหาการเยี่ยมบ้าน พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการรับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการเยี่ยมบ้านทางไกลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของ อสม.โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน  และประเมินผลการใช้รูปแบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและสภาพปัญหา ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้รูปแบบ และระยะที่ 3 ประเมินผลรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ อสม จำนวน 264 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ภาคีเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม แนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed Rank Test และวิเคราะห์เชิงประเด็น

ผลการศึกษาระยะแรก พบว่า อสม. มีการรับรู้ความสามารถของตนเองและแรงสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติในในการเยี่ยมบ้านทางไกลที่ชัดเจน อสม.ขาดทักษะในการปฏิบัติงานเยี่ยมบ้าน การพัฒนารูปแบบ (VHV-SSS care model) ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนการดำเนินงาน ได้แก่ 1) นัดหมายและเตรียมอุปกรณ์ 2) ประเมินผู้ป่วย 3) ประเมินข้อมูลสุขภาพ 4) ให้คำแนะนำตามหลัก 3อ2ส 5) ให้คำแนะนำการรับประทานยา 6) ให้คำแนะนำการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน 7) บันทึกและส่งต่อข้อมูลให้โรงพยาบาล หลังทดลองใช้รูปแบบ อสม. มีการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผลการประเมินผลรูปแบบ ภาคีเครือข่าย และ อสม. มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และการมีส่วนร่วมในระดับมาก  ข้อเสนอจากการวิจัยหน่วยงานสาธารณสุขควรนำรูปแบบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการเยี่ยมบ้านทางไกลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย ให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2565). คู่มือ อสม. "สมาร์ท อสม. และ อสม. หมอประจำบ้าน" ปีงบประมาณ 2565. กระทรวงสาธารณสุข.

กนกกาญจน์ กิมประสิทธิ์. (2566). ผลของโปรแกรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ต่อการปฏิบัติการเยี่ยมบ้านสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]. คลังปัญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

กัญญ์สิริ จันทร์เจริญ และสุกันยา นัครามนตรี. (2559). ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมกับทักษะชีวิตของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 3(2), 85–99.

ชดช้อย วัฒนะ. (2558). การสนับสนุนการจัดการตนเอง: กลยุทธ์ในการส่งเสริมการควบคุมโรค. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 26(ฉบับเพิ่มเติม 1), 117–127.

รุจิกาญจน์ สานนท์ และฐานริณทร์ หาญเกียรติวงศ์. (2563). การประยุกต์ใช้ทฤษฎีปัญญาสังคมในการอธิบายพฤติกรรมสุขภาพ. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 3(1), 13–22.

ลออ สิงหโชติสุขแพทย์ และธัญชนก ลีธีระ. (2565). ผลของโปรแกรมกลุ่มสนับสนุนทางสังคมต่อภาวะสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 36(3), 14–28.

วาธิณี วงศาโรจน์, พนาวัน เปรมศรี, วรรณวิภา ไตลังคะ และภาสกร ดอกจันทร์. (2565). นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ: ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง. Journal of Modern Learning Development, 7(3), 296–309.

สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี. (2567). รายงานสถิติผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พ.ศ. 2565–2567. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี.

สรวุฒิ เอี่ยมนุ้ย. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 1(2), 75–90.

โสภา อ่อนโอภาส และนุชนาฎ ยูฮันเงาะ. (2562). การเสริมพลังอำนาจ: ความหมายและกระบวนการเสริมพลังอำนาจในงานสังคมสงเคราะห์. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.

โสภาพรรณ อินต๊ะเผือก และวรวรรณ์ ทิพย์วารีรมย์. (2563). การเยี่ยมบ้าน: บทบาทพยาบาลในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 17(2), 119–127.

อุมาภรณ์ กำลังดี, ภาวนา บุญมุสิก และอัจริยา วัชราวิวัฒน์. (2560). การพัฒนาแนวทางเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือความดันโลหิตสูงด้วยทีมหมอครอบครัว. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(ฉบับพิเศษ), 34–45.

Bandura, A. (1977). Self-efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. Psychological Review, 84(2), 191–215.

Bodenheimer, T., Lorig, K., Holman, H., & Grumbach, K. (2002). Patient self-management of chronic disease in primary care. JAMA, 288(19), 2469–2475.

Friedman, M. M., Bowden, V. R., & Jones, E. G. (2003). Family nursing: Research, theory, and practice (5th ed.). Prentice Hall.

House, J. S. (1981). Work stress and social support. Addison-Wesley.

Lorig, K. R., & Holman, H. (2003). Self-management education: History, definition, outcome, and mechanisms. Annals of Behavioral Medicine, 26(1), 1–7.

Sorensen, K., Van den Broucke, S., Fullam, J., Doyle, G., Pelikan, J., Slonska, Z., & Brand, H. (2012). Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12(80), 1–13.

Wattana, C., Srisuphan, W., Pothiban, L., & Upchurch, S. L. (2007). Effects of a diabetes self-management program on glycemic control, coronary heart disease risk, and quality of life among Thai patients with type 2 diabetes. Nursing & Health Sciences, 9(2), 135–141.

World Health Organization. (2013). Global action plan for the prevention and control of noncommunicable diseases 2013–2020.

World Health Organization. (2025). Noncommunicable diseases fact sheet. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/noncommunicable-diseases

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-17

วิธีการอ้างอิง